Literature5

 

 

 

  ไตรภูมิพระร่วง

 

 

 บทนำ                

 

                    ไตรภูมิพระร่วง เดิมเรียกว่า เตภูมิกถา หรือ ไตรภูมิกถา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเปลี่ยนชื่อหนังสือเล่มนี้เป็น ไตรภูมิพระร่วง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระร่วงจ้าแห่งกรุงสุโขทัยให้คู่กับหนังสือสุภาษิตพระร่วง 


                    หอพระสมุดวชิรญาณได้ต้นฉบับไตรภูมิพระร่วงมาจากจังหวัดเพชรบุรี เป็นใบลาน ๑๐ ผูก  จารด้วยอักษรขอมในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี  พระมหาช่วย วัดปากน้ำ (วัดกลาง จังหวัดสมุทรปราการ ในปัจจุบัน) เป็นผู้จาร   หอพระสมุดวชิรญาณ ได้ถอดความออกเป็นอักษรไทย โดยมิได้แก้ไขถ้อยคำไปจากต้นฉบับเดิม

 

ผู้แต่ง

                    หนังสือไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีทางศาสนาที่สำคัญเล่มหนึ่ง ในสมัยสุโขทัย ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนไทยมาก  พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นหลังจากที่ทรงผนวชแล้ว และขึ้นครองราชย์ได้ ๖ ปี  ประมาณ พ.ศ. ๑๘๙๖


                    พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๖ แห่งกรุงสุโขทัย ขึ้นครองราชย์ต่อจากพญางัวนำถม  จากหลักฐานในศิลาจารึกวัดมหาธาตุ พ.ศ. ๑๙๓๕ หลักที่ ๘ ข.  ค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙  เมื่อพญาเลอไทสวรรคต  ใน พ.ศ. ๑๘๘๔  พญางัวนำถมได้ขึ้นครองราชย์  ต่อมาพญาลิไทยกทัพมาแย่งชิงราชสมบัติ และขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๑๘๙๐ ทรงพระนามว่า  พระเจ้าศรีสุริยพงสรามมหาธรรมราชาธิราช  ในศิลาจารึกมักเรียกพระนามเดิมว่า พญาลิไท หรือเรียกย่อว่า พระมหาธรรมราชาที่ ๑  เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๑๙๑๑ 


                    พญาลิไท ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  ทรงอาราธนาพระเถระชาวลังกาเข้ามาเป็นสังฆราชในกรุงสุโขทัย  ได้สละราชสมบัติออกทรงผนวชที่วัดป่ามะม่วง นอกเมืองสุโขทัยทางทิศตะวันตก  พญาลิไททรงมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก  ทรงสนพระทัยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก และทรงพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญหลายประการ  เช่น สร้างถนนพระร่วง ตั้งแต่เมืองศรีสัชนาลัยผ่านกรุงสุโขทัยไปถึงเมืองนครชุม (กำแพงเพชร)  บูรณะเมืองนครชุม  สร้างเมืองสองแคว (พิษณุโลก) เป็นเมืองลูกหลวง และสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ ที่ฝีมือการช่างงดงามเป็นเยี่ยม 


                    งานพระราชนิพนธ์ของพญาลิไท ได้แก่ ไตรภูมิพระร่วงหรือเตภูมิกถาศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงและศิลาจากรึกวัดศรีชุม เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กล่าวถึงเหตุการณ์และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆการสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  การผนวชที่วัดป่ามะม่วง เป็นต้น

 

จุดมุ่งหมายในการแต่ง

                    มี  ๒ ประการ  เพื่อเทศนาโปรดพระมารดา เป็นการเจริญธรรมกตัญญูประการหนึ่ง  อีกประการหนึ่ง เพื่อใช้สั่งสอนประชาชนให้มีคุณธรรม เข้าใจพุทธศาสนา และช่วยกันดำรง
พุทธศานาไว้ให้มั่นคง

 

ลักษณะคำประพันธ์

                    ร้อยแก้ว ประเภทความเรียงสำนวนพรรณนา

 

เนื้อหา

                    หนังสือไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีพุทธศาสนา ที่พญาลิไททรงรวบรวมเนื้อหาสาระจากคัมภีร็ต่าง ๆ ในพุทธศาสนา ทั้งพระไตรปิฎก อรรถกถา และอื่น ๆ ไม่น้อยกว่า ๓๐ คัมภีร์  จึงจัดได้ว่าเป็นพระราชนิพนธ์ประเภทค้นคว้ารวบรวมที่ดีเล่มหนึ่ง  เนื้อเรื่องเริ่มต้นด้วยคาถานมัสการเป็นภาษาบาลี  มีบานแพนกบอกชื่อผู้แต่ง  วันเดือนปีที่แต่ง  ชื่อคัมภีร์ต่าง ๆ  บอกจุดมุ่งหมายในการแต่ง  แล้วจึงกล่าวถึงภูมิทั้ง ๓  คำว่า เตภูมิ หรือ ไตรภูมิ  แปลว่า สามแดน  คือ  กามภูมิ  รูปภูมิอรูปภูมิ  ทั้ง ๓ ภูมิ แบ่งออกเป็น ๘ กัณฑ์ (กัณฑ์ = เรื่อง,หมวด,ตอน)


๑. กามภูมิ 

                    เป็นที่กำเนิดของชีวิตทั้งหลายที่ยังลุ่มหลงอยู่ในกามเป็นแดนสุขสบายและแดนที่เป็นทุกข์ปะปนกัน  ผู้ที่เกิดในภูมิต่าง ๆ ผู้ที่เกิดในภูมิต่าง ๆ ในกามภูมิ เพราะผลกรรมของตนเป็นใหญ่กามภูมิแบ่งออกเป็น ๑๑ ภูมิ  ได้แก่  อบายภูมิ ๔  ภูมิ  มนุษย์ ๑ ภูมิ และสวรรค์ ๖ ภูมิ  การพรรณนากามภูมิแบ่งออกเป็น ๖ กัณฑ์

๑.๑  นรกภูมิ   เป็นแดนของสัตว์นรก
๑.๒  ดิรัจแนภูมิ   เป็นแดนของสัตว์ที่เจริญตามขวาง
๑.๓  เปตภูมิ   เป็นแดนของเปรตที่เคยเป็นมนุษย์และทำความชั่ว เกิดเป็นเปรต
๑.๔  อสุรกายภูมิ   เป็นแดนของยักษ์มารหรือผีที่หลอกมนุษย์ให้ตกใจกลัว
๑.๕  มนุสสภูมิ   เป็นแดนของมนุษย์
๑.๖  ฉกามาพจร   เป็นแดนของเทวดาที่ยังเกี่ยวข้องในกาม มี ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์     ยามะ  ดุสิต  นิมมานรดี  ปรนิมมิตวสวดี

๒.  รูปภูมิ

                    หรือรูปาวจรภูมิ  เป็นที่อยู่ของพรหมมีรูป  เรียกว่า รูปพรหม  ไม่มีเพศ  มีรูปงามบริสุทธิ์  มีแสง   สว่างรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทวดาทั้งปวง มีเสียงไพเราะ และมีอายุยืนหลายพันปีทิพย์ มีทั้งหมด ๑๖ ชั้น  (โสฬสพรหม) จำแนกออกตามชั้นของฌานที่บุคคลได้บรรลุ  เรียงลำดับ ดังนี้ ปริสัชชา ปโรหิตตา มหาพรหมา ปริตตาภา อัปปมานาภาอาภัสสรา ปริตตาสุภา อัปปมาณาสุภา สุภกิณาหา เวหัปผลา อสัญญิสัตตาอเวหา ตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา  รูปภูมิที่เรียกว่า มหาสุทธาวาส คือรูปภูมิ ๕ ชั้นสุดท้าย (ชั้นที่ ๑๑-๑๖)  เป็นภูมิที่ไม่ถูกทำลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์

๓.  อรูปภูมิ

                    หรืออรูปาวจรภูมิ  เป็นแดนของพรหมไม่มีรูป  มีแต่จิตเท่านั้น  แบ่งออกเป็น ๔ ชั้น  ได้แก่ อากาสานัญจายตนภูมิวิญญาณัญจายตนภูมิ อากิญจัญญายตนภูมิ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ 

                    หนังสือเล่มนี้กล่าวเริ่มต้นตั้งแต่การกำเนิของชีวิตต่าง ๆ ว่ามีที่เกิดอย่างไร  แล้วพรรณนาถิ่นที่เกิด คือ ภูมิต่าง ๆ ทั้ง ๓๑ ภูมิ อย่างละเอียดตอนที่ว่าด้วยมนุสสภูมิและโลกสัณฐาน คือภูมิศาสตร์ของโลก  ได้เล่าอย่างละเอียดว่า  ลักษณะของโลกเป็นอย่างไร  ทวีปต่าง ๆ ภูเขา  แม่น้ำคน และสัตว์เป็นอย่างไร  หนังสือเล่มนี้จบลงด้วยการเน้นทางไปถึงการดับทุกข์ คือ พระนิพพาน ว่าเป็นจุดมุ่งหมายอันสูงสุดของชีวิต

 

ลักษณะเด่น

                    หนังสือไตรภูมิพระร่วง ถึงแม้ว่าเป็นวรรณคดีโบราณที่ใช้ภาษาไทยแบบเก่า และมีศัพท์ทางพระพุทธศาสนาปะปนอยู่มาก  ทำให้ยากแก่การอ่านสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางพุทธศาสนามาก่อนก็ตาม  แต่สำนวนพรรณนาที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้มีความแจ่มแจ้ง ไพเราะ ช่วยให้เกิดจินตภาพหลายตอน  และทำให้เกิดความรู้สึกคล้อยตามไปด้วยเช่น  ตอนพรรณนาถึงความน่ากลัวในนรกภูมิ  และความสุขสบายในสวรรค์ เป็นต้น  ทุก ๆ ตอนที่กล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ผู้ทรงพระราชนิพนธ์ได้ทรงอธิบายตอนนั้นอย่างละเอียด  กระบวนพรรณนาที่แจ่มแจ้งแลเห็นจริงจังอันควรยกมาเป็นตัวอย่าง  เช่น  ตอนพรรณนาลักษณะของเปรต  ได้กล่าวเอาไว้ชัดเจน ดังนี้

                    " เปรตลางจำพวก ตัวเขาใหญ่ ปากเขาน้อยเท่ารูเข็มนั้นก็มี  เปรตลางจำพวกผอมหนักหนา  เพื่ออาหารจะกินบมิได้  แม้ว่าจะขอดเอาเนื้อน้อย ๑ ก็ดี  เลือดหยด ๑ ก็ดี  บมิได้เลย  เท่าว่ามีแต่กระดูกและหนังพอกกระดูกภายนอกอยู่ไส้  หนังท้องนั้นเหี่ยวติดกระดูกสันหลังแล ตานั้นลึกและกลวงดังแสร้งควักเสีย  ผมเขานั้นยุ่งรุ่ยร่ายลงมาปกปากเขา  มาตรว่าผ้าร้ายน้อยหนึ่งก็ดี และจะมีปกกายเขานั้นก็หามิได้เลย  เทียรย่อมเปลือยอยู่  ชั่วตนเขานั้นเหม็นสาบพึงเกลียดนักหนาแลเขานั้นเทียรย่อมเดือดเนื้อร้อนใจเขาแล  เขาร้องไห้ร้องครางอยู่ทุกเมื่อแล  เพราะว่าเขาอยากอาหารนักหนาแล "

 

คุณค่าของหนังสือ

๑.  ด้านภาษาและสำนวนโวหาร  

                    เป็นวรรณคดีเล่มแรกที่เรียบเรียงในลักษณะการค้นคว้าจากคัมภีร์ต่าง ๆ ถึง ๓๐คัมภีร์   จึงมีศัพท์ทางศาสนาและภาษาไทยโบราณอยู่มาก  สามารถนำมาศึกษาการใช้ภาษาในสมัยกรุงสุโขทัย  ตลอดจนสำนวนโวหารต่าง ๆ ไตรภูมิพระร่วงมีสำนวนหนักไปในทางศาสนาโวหารและพรรณนาโวหาร  ผูกประโยคยาว และใช้ถ้อยคำพรรณนาดีเด่น สละสลวยไพเราะ  ก่อให้เกิดความรู้สึกด้านอารมณ์สะเทือนใจและให้จินตภาพหรือภาพในใจอย่างเด่นชัด  เช่น  " บ้างเต้นบ้างรำบ้างฟ้อน ระบำบันลือเพลงดุริยดนตรี  บ้างดีดบ้างสีบ้างตีบ้างเป่า  บ้างขับศัพท์สำเนียง  หมู่นักคุณจุณกันไปเดียรดาษพื้น  ฆ้องกลองแตรสังข์ระฆังกังสดาลมโหระทึกกึกก้องทำนุกดี  ที่มีดอกไม้อันตระการ่ต่าง ๆ สิ่ง มีจวงจันทน์กฤษณาคันธาทำนอง  ลบองดังเทพยดาในเมืองฟ้า  สนุกนี้ทุกเมื่อบำเรอกันบมิวาย "

๒.  ด้านความรู้ 

        ๒.๑  ด้านวรรณคดี ทำให้คนชั้นหลังได้รับความรู้ทางวรรณคดี อันเป็นความคิดของคนโบราณ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของวรรณคดีไทย เช่น พระอินทร์ แท่นบัณพุกัมพล ช้างเอราวัณ เขาพระสุเมรุ ป่าหิมพานต์ต้นปาริชาติ ต้นนารีผล นรก สวรรค์ เป็นต้น

        ๒.๒  ด้านภูมิศาสตร์  เป็นความรู้ทางภูมิศาสตร์ของคนโบราณ
โดยเชื่อว่าโลกมีอยู่ ๔ ทวีป  ได้แก่  ชมพูทวีป  บุรพวิเทหทวีป อุตตรกุรุทวีป และอมรโคยานทวีป  โดยมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง

๓.  ด้านสังคมและวัฒนธรรม

        ๓.๑  คำสอนทางศาสนา  ไตรภูมิพระร่วงสอนให้คนทำบุญละบาป  เช่น  การทำบุญรักษาศีลเจรฐสมาธิภาวนาจะได้ขึ้นสวรรค์การทำบาปจะตกนรก  แนวความคิดนี้มีอิทะพลเหนือนจิตใจของคนไทยมาช้านาน เป็นเสมือนแนวการสอนศีลธรรมของสังคม ให้คนปฏิบัติชอบซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

        ๓.๒  ค่านิยมเชิงสังคม  อิทธิพลของหนังสือเล่มนี้ให้ค่านิยมเชิงสังคมต่อคนไทย  ให้ตั้งมั่นและยึดมั่นในการเป็นคนใจบุญ มีเมตตากรุณา รักษศีล บำเพ็ญทาน รู้จักเสียสละ เชื่อมั่นในผล  แห่งกรรม

        ๓.๓  ศิลปกรรม  จิตรกรนิยมนำเรื่องราวและความคิดในไตรภูมิพระร่วงไปเขียนภาพสีไว้ในโบสถ์วิหาร  โดยจะเขียนภาพนรกกไว้ที่ผนังด้านล่างหรือหลังองค์พระประธาน  และเขียนภาพสวรรค์ไว้ที่ผนังเบื้องบนรอบโบสถ์วิหาร

๔.  ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่น

                    มีหนังสืออ้างอิงทำนองไตรภูมิพระร่วง ที่มีผู้แต่งเลียนแบบอีกหลายเล่ม เช่น จักรวาลทีปนี ของ พระสิริมังคลาจารย์แห่งเชียงใหม่ไตรภูมิโลกวินิจฉัย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเล่าเรื่องไตรภูมิ  เป็นต้น 


                   ไตรภูมิพระร่วงมีอิทธิพลสำคัญต่อแนวคิดของกวีรุ่นหลัง  โดยนำความคิดในไตรภูมิพระร่วงสอดแทรกในวรรณคดีต่าง ๆ เช่น  ลิลิตโองการแช่งน้ำ  มหาเวสสันดรชาดก  รามเกียรติ์  กากีคำกลอนขุนช้างขุนแผน  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ลิลิตโองการแช่งน้ำ   กล่าวถึงไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก

" นานาอเนกน้าวเดิมกัลป์                จักร่ำจักรพาฬหเมื่อไหม้
   กล่าวถึงตะวันเจ็ดอันพลุ่ง             น้ำแล้งไข้ขอดหาย "

รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑  กล่าวถึงทวีปทั้ง  ๔  ว่า

" สำแดงแผลงฤทธิ์ฮีกฮัก                 ขุนยักษ์ไล่ม้วนแผ่นดิน
   ชมพูอุดรกาโร                               อมรโคยานีก็ได้สิ้น "

รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒  กล่าวถึงปลาอานนท์

" เขาสุเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน   อานนท์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน "

กากีคำกลอน  กล่าวถึงแม่น้ำสีทันดร

" .......................................              ในสาครลึกกว้างกลางวิถี
 แม้จะขว้างหางแววมยุรี                  ก็จมลงถึงที่แผ่นดินดาน
 อันน้ำนั้นสุขุมละเอียดอ่อน             จึงชื่อสีทันดรอันใสสาร
ประกอบด้วยมัจฉากุมภาพาล          คชสารเงือกน้ำและนาคิน "

ขุนช้างขุนแผน  กล่าวถึงป่าหิมพานต์

" ม่านนี้ฝีมือวันทองทำ                    จำได้ไม่ผิดนัยน์ตาพี่
  เส้นไหมแม้นเขียนแนบเนียนดี       สิ้นฝีมือแล้วแต่นางเดียว
  เจ้าปักเป็นป่าพนาเวศ                     ขอบเขตเขาคลุ้มชอุ่มเขียว
 รุกขชาติดาดใบระบัดเรียว               พริ้งเพรียวดอกดกระดะดวง
 ปักเป็นมยุราลงรำร่อน                     ฟ่ายฟ้อนอยู่บนยอดภูเขาหลวง
 แผ่หางกางปีกเป็นพุ่มพวง               ชะนีหน่วงเหนี่ยวไม้ชะม้อยตา
 ปักเป็นหิมพานต์ตระหง่านงาม        อร่ามรูปพระสุเมรุภูผา
 วินันตกอัสกรรณเป็นหลั่นมา           การวิกอิสินธรยุคุนธร "

ตัวอย่างจากเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง

 

 

โลหสิมพลีนรก

                    " นรกบ่าวถัดนั้นอันคำรบ ๑๕  ชื่อ โลหสิมพลีนรก  ฝูงชนอันทำชู้ด้วยเมียท่านก็ดี    แลผู้หญิงอันมีผัวแล้วแลทำชู้จากผัวก็ดี  คนฝูงนั้นตายไปแล้วไปเกิดในนรกนั้น ๆ มีป่าไม้งิ้วป่า ๑ หลายต้นนักแล  ต้นงิ้วนั้นสูงได้แลโยชน์  แลหนามงิ้วนั้นเทียรย่อมเหล็กแดงเป็นเปลวสุกอยู่
แลหนามงิ้วนั้นยาวได้ ๑๒ นิ้วมือ  เป็นเปลวไฟลุกอยู่ห่อนจะรู้ดับสักคาบแล  ในนรกนั้นเทียรย่อมฝูงหญิงฝูงชายหลายแล  คนฝูงนั้นเขาได้รักใคร่กันดังกล่าวมาดุจก่อนนั้นแล  ลางคาบผู้หญิงอยู่บนปลายงิ้ว  ผู้ชายอยู่ภาคต่ำ  ฝูงยมบาลเขาก็เอาหอกดาบหลาวแหลน อันคมเทียรย่อมเหล็กแดง แทงตีนผู้ชายนั้น  จำให้ขึ้นไปหาผู้หญิงชูของสู อันอยู่บนปลายงิ้วโพ้นเร็วอย่าอยู่  แลฝูงผู้ชายทนเจ็บบมิได้จึงปีนขึ้นไปบนต้นงิ้วนั้นครั้นว่าขึ้นไปไส้  หนามงิ้วบาดทั่วตนเขาขาดทุกแห่ง แล้วเป็นเปลวไหม้ตนเขา ๆ อดบมิได้จึงบ่ายหัวลงมา  ฝูงยมบาลก็เอาหอกแทงซ้ำเล่าร้องว่าสูเร่งขึ้นไปหาชู้สูที่อยู่บนปลายงิ้วโพ้น  สูจะลงมาเยียใดเล่า  เขาอดเจ็บบมิได้  เขาเถียงยมบาลว่า  ตูมิขึ้นไป  เขาก็มิขึ้นไป  แลหนามงิ้วบาดทั่วทั้งตัวเขา ๆ เจ็บปวดนักหนาดังใจเขาจะขาดตาม  แลเขากลัวฝูงยมบาล  เขาจึงขึ้นไปเถิงปลายงิ้วนั้น  ครั้นจะใกล้เถิงผู้หญิงผู้เป็นชู้สูอันอยู่บนปลายงิ้วนั้นเล่า  แลว่าเมื่อเขาขึ้นลงหากันดังนั้นหลายคาบหลายคราลบากนักหนาแล "

 

จาตุมหาราชิกาสวรรค์

  

                          " แต่แผ่นดินเราอยู่นี้ขึ้นไปเบื้องบนได้ ๓๒๖,๐๐๐,๐๐๐  วาผิจะนับด้วยโยชน์ได้  ,๖๐๐ โยชน์ไส้  ว่าจิงได้เถิงชั้นฟ้าอันชื่อ  จาตุมหาราชิกา  ภูมิอันตั้งอยู่เหนือจอมเขายุคนธรฝ่ายตะวันตกตะวันออกก็ดี  ฝ่ายหนทักษิณเขาพระสิเนรุราช  มีเมืองใหญ่เทพยดาอยู่ ๔ เมือง  โดยกว้างโดยยาวเมืองนั้นใหญ่ได้ ๔๐๐,๐๐๐ วา  รอบนั้นเทียรย่อมกำแพงทอง  ประดับด้วยแก้ว ๗ประการ  แลกำแพงอันรอบนั้นโดยสูงได้ ๘,๐๐๐ วา  บานประตูนั้นเทียรย่อมแก้ว  แลมีปราสาททองอยู่เหนือประตูนั้นทุกอัน  ในเมืองนั้นเทียรย่อมปราสาทแก้ว  ฝูงเทพยดาอยู่ใน  แผ่นดินนั้นเป็นแผ่นดินทองพรายงามราบนักหนาดังหน้ากลอง  แลอ่อนดังฝูกผ้า  แลแก้วนั้นเมื่อเหยียบลงอ่อนสน่อยแล้วก็เต็มขึ้นมาเล่า  บ่มิเห็นรอยตีนเลย  นอกนั้นมีน้ำใสกว่าแก้ว  แลมีดอกบัวบาน ๕ สิ่ง  ในสระนั้น  น้ำนั้นหอมดั่งแสร้งอบ  แลมีพรรณดอกไม้อันงาม  แลมีต้นไม้อันประเสริฐ งาม  มีลูกอันประเสริฐ  แลมีโอชารสอันยิ่ง  แลไม้ฝูงนี้เป็นดอกเป็นลูกทุกเมื่อ  แล่บ่ห่อนจะรู้วายเลยเทพยดาผู้เป็นพระญาแก่เทวดาทั้งหลาย  ฝ่ายตะวันออกเขาสุเนรุราชนั้น ชื่อว่าท้าวธตรฐราช  เป็นพระญาแก่เทพยดาทั้งหลายรอดทั่วทั้งกำแพงจักรวาฬฝ่ายตะวันออกแล   เทพยดาผู้เป็นพระญาแก่เทพยดาแลฝูงครุฑราช  แลฝูงนาคเถิงกำแพงจักรวาฬเบื้องตะวันตก  แลเทพยดาผู้เป็นพระญาฝ่ายทักษิณชื่อ ท้าววิรุฬหกราช เป็นพระญาแก่ฝูงยักษ์อันชื่อกุมภัณฑ์  แลเทพยดาทั้งหลายรอดไปเถิงกำแพงจักรวาฬฝ่ายทักษิณ  แลเทพยดาผู้เป็นพระญาฝ่ายอุดรชื่อ ท้าวไพรศรพณ์มหาราช เป็นพระญาแก่หมู่ยักษ์ทั้งหลาย  แลเทพยดาฝ่ายอุดรทิศเขาพระสิเนรุราชรอดไปเถิงกำแพงจักรวาฬฝ่ายอุดรนั้นแล "

คำสั่ง         

                    เมื่อนักเรียนอ่านเรื่องสังเขปไตรภูมิพระร่วง ข้างต้นนี้แล้ว  ให้นักเรียนแสดงความรู้สึกและ ความคิดเห็น โดยอ้างอิงถึงความรู้ที่ได้อ่านนี้ หรือค้นคว้าเพิ่มเติม

 

ตัวอย่าง

                    หลังจากอ่านเรื่องไตรภูมิพระร่วงแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่า   แม้เนื้อหาของเรื่องนี้ซึ่งได้ประพันธ์ขึ้นโดยอิงจากภูมิรู้ทางธรรม  อาจดูห่างไกลจากการพิสูจน์ หรือจับต้องได้จริงทางวิทยาศาสตร์ในโลกปัจจุบัน  แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไตรภูมิพระร่วงได้ฝากข้อคิดไว้แก่ผู้อ่าน  นั่นคือ  การสะท้อนให้เห็นถึงภาวะอันตรงข้ามกันของ ความดี  และความชั่ว  ซึ่งจากเนื้อหา ผู้ประพันธ์ได้ใช้สัญลักษณ์แทนความดีด้วยการพรรณนาให้ผู้อ่านรู้จักกับสวรรค์  อันมีลักษณะน่ารื่นรมย์  ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิงกับนรกซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความชั่ว อันประกอบไปด้วยความทุกข์ทรมานนานาประการ  ลักษณะตรงกันข้ามนี้ยังคงเป็นความจริงไม่ผันแปรว่า แม้โลกจะได้รับการสร้างสรรค์ให้เจริญไปมากเท่าใด  หากแต่ใจคนยังคงมีทั้งด้านดี  และด้านไม่ดีอยู่เสมอ เมื่อปฏิบัติดี ย่อมได้รับสิ่งที่ดีเป็นผลสะท้อนกลับ  และในขณะเดียวกัน  หากปฏิบัติไม่ดี  ผลไม่ดีย่อมติดตามมาเป็นของคู่กันเหมือนเงาตามตัว  ซึ่งตรงนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงการมุ่งกระทำดี และควบคุม หรือลดการกระทำชั่วในชีวิตประจำวันได้

 

 

edit @ 5 Oct 2008 12:09:41 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:00:42 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:11:02 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:21:57 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:26:40 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:32:12 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:38:23 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:41:01 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:42:07 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:43:23 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:46:25 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:52:17 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:07:31 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:10:28 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:12:02 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:13:33 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:15:03 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:18:52 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:22:39 by piromwasee

edit @ 26 Oct 2008 01:00:08 by piromwasee

edit @ 26 Oct 2008 01:02:30 by piromwasee