ไตรภูมิพระร่วง

 

 

 บทนำ                

 

                    ไตรภูมิพระร่วง เดิมเรียกว่า เตภูมิกถา หรือ ไตรภูมิกถา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเปลี่ยนชื่อหนังสือเล่มนี้เป็น ไตรภูมิพระร่วง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระร่วงจ้าแห่งกรุงสุโขทัยให้คู่กับหนังสือสุภาษิตพระร่วง 


                    หอพระสมุดวชิรญาณได้ต้นฉบับไตรภูมิพระร่วงมาจากจังหวัดเพชรบุรี เป็นใบลาน ๑๐ ผูก  จารด้วยอักษรขอมในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี  พระมหาช่วย วัดปากน้ำ (วัดกลาง จังหวัดสมุทรปราการ ในปัจจุบัน) เป็นผู้จาร   หอพระสมุดวชิรญาณ ได้ถอดความออกเป็นอักษรไทย โดยมิได้แก้ไขถ้อยคำไปจากต้นฉบับเดิม

 

ผู้แต่ง

                    หนังสือไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีทางศาสนาที่สำคัญเล่มหนึ่ง ในสมัยสุโขทัย ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนไทยมาก  พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นหลังจากที่ทรงผนวชแล้ว และขึ้นครองราชย์ได้ ๖ ปี  ประมาณ พ.ศ. ๑๘๙๖


                    พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๖ แห่งกรุงสุโขทัย ขึ้นครองราชย์ต่อจากพญางัวนำถม  จากหลักฐานในศิลาจารึกวัดมหาธาตุ พ.ศ. ๑๙๓๕ หลักที่ ๘ ข.  ค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙  เมื่อพญาเลอไทสวรรคต  ใน พ.ศ. ๑๘๘๔  พญางัวนำถมได้ขึ้นครองราชย์  ต่อมาพญาลิไทยกทัพมาแย่งชิงราชสมบัติ และขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๑๘๙๐ ทรงพระนามว่า  พระเจ้าศรีสุริยพงสรามมหาธรรมราชาธิราช  ในศิลาจารึกมักเรียกพระนามเดิมว่า พญาลิไท หรือเรียกย่อว่า พระมหาธรรมราชาที่ ๑  เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๑๙๑๑ 


                    พญาลิไท ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  ทรงอาราธนาพระเถระชาวลังกาเข้ามาเป็นสังฆราชในกรุงสุโขทัย  ได้สละราชสมบัติออกทรงผนวชที่วัดป่ามะม่วง นอกเมืองสุโขทัยทางทิศตะวันตก  พญาลิไททรงมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก  ทรงสนพระทัยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก และทรงพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญหลายประการ  เช่น สร้างถนนพระร่วง ตั้งแต่เมืองศรีสัชนาลัยผ่านกรุงสุโขทัยไปถึงเมืองนครชุม (กำแพงเพชร)  บูรณะเมืองนครชุม  สร้างเมืองสองแคว (พิษณุโลก) เป็นเมืองลูกหลวง และสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ ที่ฝีมือการช่างงดงามเป็นเยี่ยม 


                    งานพระราชนิพนธ์ของพญาลิไท ได้แก่ ไตรภูมิพระร่วงหรือเตภูมิกถาศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงและศิลาจากรึกวัดศรีชุม เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กล่าวถึงเหตุการณ์และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆการสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  การผนวชที่วัดป่ามะม่วง เป็นต้น

 

จุดมุ่งหมายในการแต่ง

                    มี  ๒ ประการ  เพื่อเทศนาโปรดพระมารดา เป็นการเจริญธรรมกตัญญูประการหนึ่ง  อีกประการหนึ่ง เพื่อใช้สั่งสอนประชาชนให้มีคุณธรรม เข้าใจพุทธศาสนา และช่วยกันดำรง
พุทธศานาไว้ให้มั่นคง

 

ลักษณะคำประพันธ์

                    ร้อยแก้ว ประเภทความเรียงสำนวนพรรณนา

 

เนื้อหา

                    หนังสือไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีพุทธศาสนา ที่พญาลิไททรงรวบรวมเนื้อหาสาระจากคัมภีร็ต่าง ๆ ในพุทธศาสนา ทั้งพระไตรปิฎก อรรถกถา และอื่น ๆ ไม่น้อยกว่า ๓๐ คัมภีร์  จึงจัดได้ว่าเป็นพระราชนิพนธ์ประเภทค้นคว้ารวบรวมที่ดีเล่มหนึ่ง  เนื้อเรื่องเริ่มต้นด้วยคาถานมัสการเป็นภาษาบาลี  มีบานแพนกบอกชื่อผู้แต่ง  วันเดือนปีที่แต่ง  ชื่อคัมภีร์ต่าง ๆ  บอกจุดมุ่งหมายในการแต่ง  แล้วจึงกล่าวถึงภูมิทั้ง ๓  คำว่า เตภูมิ หรือ ไตรภูมิ  แปลว่า สามแดน  คือ  กามภูมิ  รูปภูมิอรูปภูมิ  ทั้ง ๓ ภูมิ แบ่งออกเป็น ๘ กัณฑ์ (กัณฑ์ = เรื่อง,หมวด,ตอน)


๑. กามภูมิ 

                    เป็นที่กำเนิดของชีวิตทั้งหลายที่ยังลุ่มหลงอยู่ในกามเป็นแดนสุขสบายและแดนที่เป็นทุกข์ปะปนกัน  ผู้ที่เกิดในภูมิต่าง ๆ ผู้ที่เกิดในภูมิต่าง ๆ ในกามภูมิ เพราะผลกรรมของตนเป็นใหญ่กามภูมิแบ่งออกเป็น ๑๑ ภูมิ  ได้แก่  อบายภูมิ ๔  ภูมิ  มนุษย์ ๑ ภูมิ และสวรรค์ ๖ ภูมิ  การพรรณนากามภูมิแบ่งออกเป็น ๖ กัณฑ์

๑.๑  นรกภูมิ   เป็นแดนของสัตว์นรก
๑.๒  ดิรัจแนภูมิ   เป็นแดนของสัตว์ที่เจริญตามขวาง
๑.๓  เปตภูมิ   เป็นแดนของเปรตที่เคยเป็นมนุษย์และทำความชั่ว เกิดเป็นเปรต
๑.๔  อสุรกายภูมิ   เป็นแดนของยักษ์มารหรือผีที่หลอกมนุษย์ให้ตกใจกลัว
๑.๕  มนุสสภูมิ   เป็นแดนของมนุษย์
๑.๖  ฉกามาพจร   เป็นแดนของเทวดาที่ยังเกี่ยวข้องในกาม มี ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์     ยามะ  ดุสิต  นิมมานรดี  ปรนิมมิตวสวดี

๒.  รูปภูมิ

                    หรือรูปาวจรภูมิ  เป็นที่อยู่ของพรหมมีรูป  เรียกว่า รูปพรหม  ไม่มีเพศ  มีรูปงามบริสุทธิ์  มีแสง   สว่างรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทวดาทั้งปวง มีเสียงไพเราะ และมีอายุยืนหลายพันปีทิพย์ มีทั้งหมด ๑๖ ชั้น  (โสฬสพรหม) จำแนกออกตามชั้นของฌานที่บุคคลได้บรรลุ  เรียงลำดับ ดังนี้ ปริสัชชา ปโรหิตตา มหาพรหมา ปริตตาภา อัปปมานาภาอาภัสสรา ปริตตาสุภา อัปปมาณาสุภา สุภกิณาหา เวหัปผลา อสัญญิสัตตาอเวหา ตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา  รูปภูมิที่เรียกว่า มหาสุทธาวาส คือรูปภูมิ ๕ ชั้นสุดท้าย (ชั้นที่ ๑๑-๑๖)  เป็นภูมิที่ไม่ถูกทำลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์

๓.  อรูปภูมิ

                    หรืออรูปาวจรภูมิ  เป็นแดนของพรหมไม่มีรูป  มีแต่จิตเท่านั้น  แบ่งออกเป็น ๔ ชั้น  ได้แก่ อากาสานัญจายตนภูมิวิญญาณัญจายตนภูมิ อากิญจัญญายตนภูมิ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ 

                    หนังสือเล่มนี้กล่าวเริ่มต้นตั้งแต่การกำเนิของชีวิตต่าง ๆ ว่ามีที่เกิดอย่างไร  แล้วพรรณนาถิ่นที่เกิด คือ ภูมิต่าง ๆ ทั้ง ๓๑ ภูมิ อย่างละเอียดตอนที่ว่าด้วยมนุสสภูมิและโลกสัณฐาน คือภูมิศาสตร์ของโลก  ได้เล่าอย่างละเอียดว่า  ลักษณะของโลกเป็นอย่างไร  ทวีปต่าง ๆ ภูเขา  แม่น้ำคน และสัตว์เป็นอย่างไร  หนังสือเล่มนี้จบลงด้วยการเน้นทางไปถึงการดับทุกข์ คือ พระนิพพาน ว่าเป็นจุดมุ่งหมายอันสูงสุดของชีวิต

 

ลักษณะเด่น

                    หนังสือไตรภูมิพระร่วง ถึงแม้ว่าเป็นวรรณคดีโบราณที่ใช้ภาษาไทยแบบเก่า และมีศัพท์ทางพระพุทธศาสนาปะปนอยู่มาก  ทำให้ยากแก่การอ่านสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางพุทธศาสนามาก่อนก็ตาม  แต่สำนวนพรรณนาที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้มีความแจ่มแจ้ง ไพเราะ ช่วยให้เกิดจินตภาพหลายตอน  และทำให้เกิดความรู้สึกคล้อยตามไปด้วยเช่น  ตอนพรรณนาถึงความน่ากลัวในนรกภูมิ  และความสุขสบายในสวรรค์ เป็นต้น  ทุก ๆ ตอนที่กล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ผู้ทรงพระราชนิพนธ์ได้ทรงอธิบายตอนนั้นอย่างละเอียด  กระบวนพรรณนาที่แจ่มแจ้งแลเห็นจริงจังอันควรยกมาเป็นตัวอย่าง  เช่น  ตอนพรรณนาลักษณะของเปรต  ได้กล่าวเอาไว้ชัดเจน ดังนี้

                    " เปรตลางจำพวก ตัวเขาใหญ่ ปากเขาน้อยเท่ารูเข็มนั้นก็มี  เปรตลางจำพวกผอมหนักหนา  เพื่ออาหารจะกินบมิได้  แม้ว่าจะขอดเอาเนื้อน้อย ๑ ก็ดี  เลือดหยด ๑ ก็ดี  บมิได้เลย  เท่าว่ามีแต่กระดูกและหนังพอกกระดูกภายนอกอยู่ไส้  หนังท้องนั้นเหี่ยวติดกระดูกสันหลังแล ตานั้นลึกและกลวงดังแสร้งควักเสีย  ผมเขานั้นยุ่งรุ่ยร่ายลงมาปกปากเขา  มาตรว่าผ้าร้ายน้อยหนึ่งก็ดี และจะมีปกกายเขานั้นก็หามิได้เลย  เทียรย่อมเปลือยอยู่  ชั่วตนเขานั้นเหม็นสาบพึงเกลียดนักหนาแลเขานั้นเทียรย่อมเดือดเนื้อร้อนใจเขาแล  เขาร้องไห้ร้องครางอยู่ทุกเมื่อแล  เพราะว่าเขาอยากอาหารนักหนาแล "

 

คุณค่าของหนังสือ

๑.  ด้านภาษาและสำนวนโวหาร  

                    เป็นวรรณคดีเล่มแรกที่เรียบเรียงในลักษณะการค้นคว้าจากคัมภีร์ต่าง ๆ ถึง ๓๐คัมภีร์   จึงมีศัพท์ทางศาสนาและภาษาไทยโบราณอยู่มาก  สามารถนำมาศึกษาการใช้ภาษาในสมัยกรุงสุโขทัย  ตลอดจนสำนวนโวหารต่าง ๆ ไตรภูมิพระร่วงมีสำนวนหนักไปในทางศาสนาโวหารและพรรณนาโวหาร  ผูกประโยคยาว และใช้ถ้อยคำพรรณนาดีเด่น สละสลวยไพเราะ  ก่อให้เกิดความรู้สึกด้านอารมณ์สะเทือนใจและให้จินตภาพหรือภาพในใจอย่างเด่นชัด  เช่น  " บ้างเต้นบ้างรำบ้างฟ้อน ระบำบันลือเพลงดุริยดนตรี  บ้างดีดบ้างสีบ้างตีบ้างเป่า  บ้างขับศัพท์สำเนียง  หมู่นักคุณจุณกันไปเดียรดาษพื้น  ฆ้องกลองแตรสังข์ระฆังกังสดาลมโหระทึกกึกก้องทำนุกดี  ที่มีดอกไม้อันตระการ่ต่าง ๆ สิ่ง มีจวงจันทน์กฤษณาคันธาทำนอง  ลบองดังเทพยดาในเมืองฟ้า  สนุกนี้ทุกเมื่อบำเรอกันบมิวาย "

๒.  ด้านความรู้ 

        ๒.๑  ด้านวรรณคดี ทำให้คนชั้นหลังได้รับความรู้ทางวรรณคดี อันเป็นความคิดของคนโบราณ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของวรรณคดีไทย เช่น พระอินทร์ แท่นบัณพุกัมพล ช้างเอราวัณ เขาพระสุเมรุ ป่าหิมพานต์ต้นปาริชาติ ต้นนารีผล นรก สวรรค์ เป็นต้น

        ๒.๒  ด้านภูมิศาสตร์  เป็นความรู้ทางภูมิศาสตร์ของคนโบราณ
โดยเชื่อว่าโลกมีอยู่ ๔ ทวีป  ได้แก่  ชมพูทวีป  บุรพวิเทหทวีป อุตต