ไตรภูมิพระร่วง

 

 

 บทนำ                

 

                    ไตรภูมิพระร่วง เดิมเรียกว่า เตภูมิกถา หรือ ไตรภูมิกถา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเปลี่ยนชื่อหนังสือเล่มนี้เป็น ไตรภูมิพระร่วง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระร่วงจ้าแห่งกรุงสุโขทัยให้คู่กับหนังสือสุภาษิตพระร่วง 


                    หอพระสมุดวชิรญาณได้ต้นฉบับไตรภูมิพระร่วงมาจากจังหวัดเพชรบุรี เป็นใบลาน ๑๐ ผูก  จารด้วยอักษรขอมในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี  พระมหาช่วย วัดปากน้ำ (วัดกลาง จังหวัดสมุทรปราการ ในปัจจุบัน) เป็นผู้จาร   หอพระสมุดวชิรญาณ ได้ถอดความออกเป็นอักษรไทย โดยมิได้แก้ไขถ้อยคำไปจากต้นฉบับเดิม

 

ผู้แต่ง

                    หนังสือไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีทางศาสนาที่สำคัญเล่มหนึ่ง ในสมัยสุโขทัย ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนไทยมาก  พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นหลังจากที่ทรงผนวชแล้ว และขึ้นครองราชย์ได้ ๖ ปี  ประมาณ พ.ศ. ๑๘๙๖


                    พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๖ แห่งกรุงสุโขทัย ขึ้นครองราชย์ต่อจากพญางัวนำถม  จากหลักฐานในศิลาจารึกวัดมหาธาตุ พ.ศ. ๑๙๓๕ หลักที่ ๘ ข.  ค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙  เมื่อพญาเลอไทสวรรคต  ใน พ.ศ. ๑๘๘๔  พญางัวนำถมได้ขึ้นครองราชย์  ต่อมาพญาลิไทยกทัพมาแย่งชิงราชสมบัติ และขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๑๘๙๐ ทรงพระนามว่า  พระเจ้าศรีสุริยพงสรามมหาธรรมราชาธิราช  ในศิลาจารึกมักเรียกพระนามเดิมว่า พญาลิไท หรือเรียกย่อว่า พระมหาธรรมราชาที่ ๑  เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๑๙๑๑ 


                    พญาลิไท ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  ทรงอาราธนาพระเถระชาวลังกาเข้ามาเป็นสังฆราชในกรุงสุโขทัย  ได้สละราชสมบัติออกทรงผนวชที่วัดป่ามะม่วง นอกเมืองสุโขทัยทางทิศตะวันตก  พญาลิไททรงมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก  ทรงสนพระทัยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก และทรงพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญหลายประการ  เช่น สร้างถนนพระร่วง ตั้งแต่เมืองศรีสัชนาลัยผ่านกรุงสุโขทัยไปถึงเมืองนครชุม (กำแพงเพชร)  บูรณะเมืองนครชุม  สร้างเมืองสองแคว (พิษณุโลก) เป็นเมืองลูกหลวง และสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ ที่ฝีมือการช่างงดงามเป็นเยี่ยม 


                    งานพระราชนิพนธ์ของพญาลิไท ได้แก่ ไตรภูมิพระร่วงหรือเตภูมิกถาศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงและศิลาจากรึกวัดศรีชุม เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กล่าวถึงเหตุการณ์และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆการสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  การผนวชที่วัดป่ามะม่วง เป็นต้น

 

จุดมุ่งหมายในการแต่ง

                    มี  ๒ ประการ  เพื่อเทศนาโปรดพระมารดา เป็นการเจริญธรรมกตัญญูประการหนึ่ง  อีกประการหนึ่ง เพื่อใช้สั่งสอนประชาชนให้มีคุณธรรม เข้าใจพุทธศาสนา และช่วยกันดำรง
พุทธศานาไว้ให้มั่นคง

 

ลักษณะคำประพันธ์

                    ร้อยแก้ว ประเภทความเรียงสำนวนพรรณนา

 

เนื้อหา

                    หนังสือไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีพุทธศาสนา ที่พญาลิไททรงรวบรวมเนื้อหาสาระจากคัมภีร็ต่าง ๆ ในพุทธศาสนา ทั้งพระไตรปิฎก อรรถกถา และอื่น ๆ ไม่น้อยกว่า ๓๐ คัมภีร์  จึงจัดได้ว่าเป็นพระราชนิพนธ์ประเภทค้นคว้ารวบรวมที่ดีเล่มหนึ่ง  เนื้อเรื่องเริ่มต้นด้วยคาถานมัสการเป็นภาษาบาลี  มีบานแพนกบอกชื่อผู้แต่ง  วันเดือนปีที่แต่ง  ชื่อคัมภีร์ต่าง ๆ  บอกจุดมุ่งหมายในการแต่ง  แล้วจึงกล่าวถึงภูมิทั้ง ๓  คำว่า เตภูมิ หรือ ไตรภูมิ  แปลว่า สามแดน  คือ  กามภูมิ  รูปภูมิอรูปภูมิ  ทั้ง ๓ ภูมิ แบ่งออกเป็น ๘ กัณฑ์ (กัณฑ์ = เรื่อง,หมวด,ตอน)


๑. กามภูมิ 

                    เป็นที่กำเนิดของชีวิตทั้งหลายที่ยังลุ่มหลงอยู่ในกามเป็นแดนสุขสบายและแดนที่เป็นทุกข์ปะปนกัน  ผู้ที่เกิดในภูมิต่าง ๆ ผู้ที่เกิดในภูมิต่าง ๆ ในกามภูมิ เพราะผลกรรมของตนเป็นใหญ่กามภูมิแบ่งออกเป็น ๑๑ ภูมิ  ได้แก่  อบายภูมิ ๔  ภูมิ  มนุษย์ ๑ ภูมิ และสวรรค์ ๖ ภูมิ  การพรรณนากามภูมิแบ่งออกเป็น ๖ กัณฑ์

๑.๑  นรกภูมิ   เป็นแดนของสัตว์นรก
๑.๒  ดิรัจแนภูมิ   เป็นแดนของสัตว์ที่เจริญตามขวาง
๑.๓  เปตภูมิ   เป็นแดนของเปรตที่เคยเป็นมนุษย์และทำความชั่ว เกิดเป็นเปรต
๑.๔  อสุรกายภูมิ   เป็นแดนของยักษ์มารหรือผีที่หลอกมนุษย์ให้ตกใจกลัว
๑.๕  มนุสสภูมิ   เป็นแดนของมนุษย์
๑.๖  ฉกามาพจร   เป็นแดนของเทวดาที่ยังเกี่ยวข้องในกาม มี ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์     ยามะ  ดุสิต  นิมมานรดี  ปรนิมมิตวสวดี

๒.  รูปภูมิ

                    หรือรูปาวจรภูมิ  เป็นที่อยู่ของพรหมมีรูป  เรียกว่า รูปพรหม  ไม่มีเพศ  มีรูปงามบริสุทธิ์  มีแสง   สว่างรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทวดาทั้งปวง มีเสียงไพเราะ และมีอายุยืนหลายพันปีทิพย์ มีทั้งหมด ๑๖ ชั้น  (โสฬสพรหม) จำแนกออกตามชั้นของฌานที่บุคคลได้บรรลุ  เรียงลำดับ ดังนี้ ปริสัชชา ปโรหิตตา มหาพรหมา ปริตตาภา อัปปมานาภาอาภัสสรา ปริตตาสุภา อัปปมาณาสุภา สุภกิณาหา เวหัปผลา อสัญญิสัตตาอเวหา ตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา  รูปภูมิที่เรียกว่า มหาสุทธาวาส คือรูปภูมิ ๕ ชั้นสุดท้าย (ชั้นที่ ๑๑-๑๖)  เป็นภูมิที่ไม่ถูกทำลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์

๓.  อรูปภูมิ

                    หรืออรูปาวจรภูมิ  เป็นแดนของพรหมไม่มีรูป  มีแต่จิตเท่านั้น  แบ่งออกเป็น ๔ ชั้น  ได้แก่ อากาสานัญจายตนภูมิวิญญาณัญจายตนภูมิ อากิญจัญญายตนภูมิ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ 

                    หนังสือเล่มนี้กล่าวเริ่มต้นตั้งแต่การกำเนิของชีวิตต่าง ๆ ว่ามีที่เกิดอย่างไร  แล้วพรรณนาถิ่นที่เกิด คือ ภูมิต่าง ๆ ทั้ง ๓๑ ภูมิ อย่างละเอียดตอนที่ว่าด้วยมนุสสภูมิและโลกสัณฐาน คือภูมิศาสตร์ของโลก  ได้เล่าอย่างละเอียดว่า  ลักษณะของโลกเป็นอย่างไร  ทวีปต่าง ๆ ภูเขา  แม่น้ำคน และสัตว์เป็นอย่างไร  หนังสือเล่มนี้จบลงด้วยการเน้นทางไปถึงการดับทุกข์ คือ พระนิพพาน ว่าเป็นจุดมุ่งหมายอันสูงสุดของชีวิต

 

ลักษณะเด่น

                    หนังสือไตรภูมิพระร่วง ถึงแม้ว่าเป็นวรรณคดีโบราณที่ใช้ภาษาไทยแบบเก่า และมีศัพท์ทางพระพุทธศาสนาปะปนอยู่มาก  ทำให้ยากแก่การอ่านสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางพุทธศาสนามาก่อนก็ตาม  แต่สำนวนพรรณนาที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้มีความแจ่มแจ้ง ไพเราะ ช่วยให้เกิดจินตภาพหลายตอน  และทำให้เกิดความรู้สึกคล้อยตามไปด้วยเช่น  ตอนพรรณนาถึงความน่ากลัวในนรกภูมิ  และความสุขสบายในสวรรค์ เป็นต้น  ทุก ๆ ตอนที่กล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ผู้ทรงพระราชนิพนธ์ได้ทรงอธิบายตอนนั้นอย่างละเอียด  กระบวนพรรณนาที่แจ่มแจ้งแลเห็นจริงจังอันควรยกมาเป็นตัวอย่าง  เช่น  ตอนพรรณนาลักษณะของเปรต  ได้กล่าวเอาไว้ชัดเจน ดังนี้

                    " เปรตลางจำพวก ตัวเขาใหญ่ ปากเขาน้อยเท่ารูเข็มนั้นก็มี  เปรตลางจำพวกผอมหนักหนา  เพื่ออาหารจะกินบมิได้  แม้ว่าจะขอดเอาเนื้อน้อย ๑ ก็ดี  เลือดหยด ๑ ก็ดี  บมิได้เลย  เท่าว่ามีแต่กระดูกและหนังพอกกระดูกภายนอกอยู่ไส้  หนังท้องนั้นเหี่ยวติดกระดูกสันหลังแล ตานั้นลึกและกลวงดังแสร้งควักเสีย  ผมเขานั้นยุ่งรุ่ยร่ายลงมาปกปากเขา  มาตรว่าผ้าร้ายน้อยหนึ่งก็ดี และจะมีปกกายเขานั้นก็หามิได้เลย  เทียรย่อมเปลือยอยู่  ชั่วตนเขานั้นเหม็นสาบพึงเกลียดนักหนาแลเขานั้นเทียรย่อมเดือดเนื้อร้อนใจเขาแล  เขาร้องไห้ร้องครางอยู่ทุกเมื่อแล  เพราะว่าเขาอยากอาหารนักหนาแล "

 

คุณค่าของหนังสือ

๑.  ด้านภาษาและสำนวนโวหาร  

                    เป็นวรรณคดีเล่มแรกที่เรียบเรียงในลักษณะการค้นคว้าจากคัมภีร์ต่าง ๆ ถึง ๓๐คัมภีร์   จึงมีศัพท์ทางศาสนาและภาษาไทยโบราณอยู่มาก  สามารถนำมาศึกษาการใช้ภาษาในสมัยกรุงสุโขทัย  ตลอดจนสำนวนโวหารต่าง ๆ ไตรภูมิพระร่วงมีสำนวนหนักไปในทางศาสนาโวหารและพรรณนาโวหาร  ผูกประโยคยาว และใช้ถ้อยคำพรรณนาดีเด่น สละสลวยไพเราะ  ก่อให้เกิดความรู้สึกด้านอารมณ์สะเทือนใจและให้จินตภาพหรือภาพในใจอย่างเด่นชัด  เช่น  " บ้างเต้นบ้างรำบ้างฟ้อน ระบำบันลือเพลงดุริยดนตรี  บ้างดีดบ้างสีบ้างตีบ้างเป่า  บ้างขับศัพท์สำเนียง  หมู่นักคุณจุณกันไปเดียรดาษพื้น  ฆ้องกลองแตรสังข์ระฆังกังสดาลมโหระทึกกึกก้องทำนุกดี  ที่มีดอกไม้อันตระการ่ต่าง ๆ สิ่ง มีจวงจันทน์กฤษณาคันธาทำนอง  ลบองดังเทพยดาในเมืองฟ้า  สนุกนี้ทุกเมื่อบำเรอกันบมิวาย "

๒.  ด้านความรู้ 

        ๒.๑  ด้านวรรณคดี ทำให้คนชั้นหลังได้รับความรู้ทางวรรณคดี อันเป็นความคิดของคนโบราณ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของวรรณคดีไทย เช่น พระอินทร์ แท่นบัณพุกัมพล ช้างเอราวัณ เขาพระสุเมรุ ป่าหิมพานต์ต้นปาริชาติ ต้นนารีผล นรก สวรรค์ เป็นต้น

        ๒.๒  ด้านภูมิศาสตร์  เป็นความรู้ทางภูมิศาสตร์ของคนโบราณ
โดยเชื่อว่าโลกมีอยู่ ๔ ทวีป  ได้แก่  ชมพูทวีป  บุรพวิเทหทวีป อุตตรกุรุทวีป และอมรโคยานทวีป  โดยมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง

๓.  ด้านสังคมและวัฒนธรรม

        ๓.๑  คำสอนทางศาสนา  ไตรภูมิพระร่วงสอนให้คนทำบุญละบาป  เช่น  การทำบุญรักษาศีลเจรฐสมาธิภาวนาจะได้ขึ้นสวรรค์การทำบาปจะตกนรก  แนวความคิดนี้มีอิทะพลเหนือนจิตใจของคนไทยมาช้านาน เป็นเสมือนแนวการสอนศีลธรรมของสังคม ให้คนปฏิบัติชอบซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

        ๓.๒  ค่านิยมเชิงสังคม  อิทธิพลของหนังสือเล่มนี้ให้ค่านิยมเชิงสังคมต่อคนไทย  ให้ตั้งมั่นและยึดมั่นในการเป็นคนใจบุญ มีเมตตากรุณา รักษศีล บำเพ็ญทาน รู้จักเสียสละ เชื่อมั่นในผล  แห่งกรรม

        ๓.๓  ศิลปกรรม  จิตรกรนิยมนำเรื่องราวและความคิดในไตรภูมิพระร่วงไปเขียนภาพสีไว้ในโบสถ์วิหาร  โดยจะเขียนภาพนรกกไว้ที่ผนังด้านล่างหรือหลังองค์พระประธาน  และเขียนภาพสวรรค์ไว้ที่ผนังเบื้องบนรอบโบสถ์วิหาร

๔.  ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่น

                    มีหนังสืออ้างอิงทำนองไตรภูมิพระร่วง ที่มีผู้แต่งเลียนแบบอีกหลายเล่ม เช่น จักรวาลทีปนี ของ พระสิริมังคลาจารย์แห่งเชียงใหม่ไตรภูมิโลกวินิจฉัย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเล่าเรื่องไตรภูมิ  เป็นต้น 


                   ไตรภูมิพระร่วงมีอิทธิพลสำคัญต่อแนวคิดของกวีรุ่นหลัง  โดยนำความคิดในไตรภูมิพระร่วงสอดแทรกในวรรณคดีต่าง ๆ เช่น  ลิลิตโองการแช่งน้ำ  มหาเวสสันดรชาดก  รามเกียรติ์  กากีคำกลอนขุนช้างขุนแผน  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ลิลิตโองการแช่งน้ำ   กล่าวถึงไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก

" นานาอเนกน้าวเดิมกัลป์                จักร่ำจักรพาฬหเมื่อไหม้
   กล่าวถึงตะวันเจ็ดอันพลุ่ง             น้ำแล้งไข้ขอดหาย "

รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑  กล่าวถึงทวีปทั้ง  ๔  ว่า

" สำแดงแผลงฤทธิ์ฮีกฮัก                 ขุนยักษ์ไล่ม้วนแผ่นดิน
   ชมพูอุดรกาโร                               อมรโคยานีก็ได้สิ้น "

รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒  กล่าวถึงปลาอานนท์

" เขาสุเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน   อานนท์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน "

กากีคำกลอน  กล่าวถึงแม่น้ำสีทันดร

" .......................................              ในสาครลึกกว้างกลางวิถี
 แม้จะขว้างหางแววมยุรี                  ก็จมลงถึงที่แผ่นดินดาน
 อันน้ำนั้นสุขุมละเอียดอ่อน             จึงชื่อสีทันดรอันใสสาร
ประกอบด้วยมัจฉากุมภาพาล          คชสารเงือกน้ำและนาคิน "

ขุนช้างขุนแผน  กล่าวถึงป่าหิมพานต์

" ม่านนี้ฝีมือวันทองทำ                    จำได้ไม่ผิดนัยน์ตาพี่
  เส้นไหมแม้นเขียนแนบเนียนดี       สิ้นฝีมือแล้วแต่นางเดียว
  เจ้าปักเป็นป่าพนาเวศ                     ขอบเขตเขาคลุ้มชอุ่มเขียว
 รุกขชาติดาดใบระบัดเรียว               พริ้งเพรียวดอกดกระดะดวง
 ปักเป็นมยุราลงรำร่อน                     ฟ่ายฟ้อนอยู่บนยอดภูเขาหลวง
 แผ่หางกางปีกเป็นพุ่มพวง               ชะนีหน่วงเหนี่ยวไม้ชะม้อยตา
 ปักเป็นหิมพานต์ตระหง่านงาม        อร่ามรูปพระสุเมรุภูผา
 วินันตกอัสกรรณเป็นหลั่นมา           การวิกอิสินธรยุคุนธร "

ตัวอย่างจากเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง

 

 

โลหสิมพลีนรก

                    " นรกบ่าวถัดนั้นอันคำรบ ๑๕  ชื่อ โลหสิมพลีนรก  ฝูงชนอันทำชู้ด้วยเมียท่านก็ดี    แลผู้หญิงอันมีผัวแล้วแลทำชู้จากผัวก็ดี  คนฝูงนั้นตายไปแล้วไปเกิดในนรกนั้น ๆ มีป่าไม้งิ้วป่า ๑ หลายต้นนักแล  ต้นงิ้วนั้นสูงได้แลโยชน์  แลหนามงิ้วนั้นเทียรย่อมเหล็กแดงเป็นเปลวสุกอยู่
แลหนามงิ้วนั้นยาวได้ ๑๒ นิ้วมือ  เป็นเปลวไฟลุกอยู่ห่อนจะรู้ดับสักคาบแล  ในนรกนั้นเทียรย่อมฝูงหญิงฝูงชายหลายแล  คนฝูงนั้นเขาได้รักใคร่กันดังกล่าวมาดุจก่อนนั้นแล  ลางคาบผู้หญิงอยู่บนปลายงิ้ว  ผู้ชายอยู่ภาคต่ำ  ฝูงยมบาลเขาก็เอาหอกดาบหลาวแหลน อันคมเทียรย่อมเหล็กแดง แทงตีนผู้ชายนั้น  จำให้ขึ้นไปหาผู้หญิงชูของสู อันอยู่บนปลายงิ้วโพ้นเร็วอย่าอยู่  แลฝูงผู้ชายทนเจ็บบมิได้จึงปีนขึ้นไปบนต้นงิ้วนั้นครั้นว่าขึ้นไปไส้  หนามงิ้วบาดทั่วตนเขาขาดทุกแห่ง แล้วเป็นเปลวไหม้ตนเขา ๆ อดบมิได้จึงบ่ายหัวลงมา  ฝูงยมบาลก็เอาหอกแทงซ้ำเล่าร้องว่าสูเร่งขึ้นไปหาชู้สูที่อยู่บนปลายงิ้วโพ้น  สูจะลงมาเยียใดเล่า  เขาอดเจ็บบมิได้  เขาเถียงยมบาลว่า  ตูมิขึ้นไป  เขาก็มิขึ้นไป  แลหนามงิ้วบาดทั่วทั้งตัวเขา ๆ เจ็บปวดนักหนาดังใจเขาจะขาดตาม  แลเขากลัวฝูงยมบาล  เขาจึงขึ้นไปเถิงปลายงิ้วนั้น  ครั้นจะใกล้เถิงผู้หญิงผู้เป็นชู้สูอันอยู่บนปลายงิ้วนั้นเล่า  แลว่าเมื่อเขาขึ้นลงหากันดังนั้นหลายคาบหลายคราลบากนักหนาแล "

 

จาตุมหาราชิกาสวรรค์

  

                          " แต่แผ่นดินเราอยู่นี้ขึ้นไปเบื้องบนได้ ๓๒๖,๐๐๐,๐๐๐  วาผิจะนับด้วยโยชน์ได้  ,๖๐๐ โยชน์ไส้  ว่าจิงได้เถิงชั้นฟ้าอันชื่อ  จาตุมหาราชิกา  ภูมิอันตั้งอยู่เหนือจอมเขายุคนธรฝ่ายตะวันตกตะวันออกก็ดี  ฝ่ายหนทักษิณเขาพระสิเนรุราช  มีเมืองใหญ่เทพยดาอยู่ ๔ เมือง  โดยกว้างโดยยาวเมืองนั้นใหญ่ได้ ๔๐๐,๐๐๐ วา  รอบนั้นเทียรย่อมกำแพงทอง  ประดับด้วยแก้ว ๗ประการ  แลกำแพงอันรอบนั้นโดยสูงได้ ๘,๐๐๐ วา  บานประตูนั้นเทียรย่อมแก้ว  แลมีปราสาททองอยู่เหนือประตูนั้นทุกอัน  ในเมืองนั้นเทียรย่อมปราสาทแก้ว  ฝูงเทพยดาอยู่ใน  แผ่นดินนั้นเป็นแผ่นดินทองพรายงามราบนักหนาดังหน้ากลอง  แลอ่อนดังฝูกผ้า  แลแก้วนั้นเมื่อเหยียบลงอ่อนสน่อยแล้วก็เต็มขึ้นมาเล่า  บ่มิเห็นรอยตีนเลย  นอกนั้นมีน้ำใสกว่าแก้ว  แลมีดอกบัวบาน ๕ สิ่ง  ในสระนั้น  น้ำนั้นหอมดั่งแสร้งอบ  แลมีพรรณดอกไม้อันงาม  แลมีต้นไม้อันประเสริฐ งาม  มีลูกอันประเสริฐ  แลมีโอชารสอันยิ่ง  แลไม้ฝูงนี้เป็นดอกเป็นลูกทุกเมื่อ  แล่บ่ห่อนจะรู้วายเลยเทพยดาผู้เป็นพระญาแก่เทวดาทั้งหลาย  ฝ่ายตะวันออกเขาสุเนรุราชนั้น ชื่อว่าท้าวธตรฐราช  เป็นพระญาแก่เทพยดาทั้งหลายรอดทั่วทั้งกำแพงจักรวาฬฝ่ายตะวันออกแล   เทพยดาผู้เป็นพระญาแก่เทพยดาแลฝูงครุฑราช  แลฝูงนาคเถิงกำแพงจักรวาฬเบื้องตะวันตก  แลเทพยดาผู้เป็นพระญาฝ่ายทักษิณชื่อ ท้าววิรุฬหกราช เป็นพระญาแก่ฝูงยักษ์อันชื่อกุมภัณฑ์  แลเทพยดาทั้งหลายรอดไปเถิงกำแพงจักรวาฬฝ่ายทักษิณ  แลเทพยดาผู้เป็นพระญาฝ่ายอุดรชื่อ ท้าวไพรศรพณ์มหาราช เป็นพระญาแก่หมู่ยักษ์ทั้งหลาย  แลเทพยดาฝ่ายอุดรทิศเขาพระสิเนรุราชรอดไปเถิงกำแพงจักรวาฬฝ่ายอุดรนั้นแล "

คำสั่ง         

                    เมื่อนักเรียนอ่านเรื่องสังเขปไตรภูมิพระร่วง ข้างต้นนี้แล้ว  ให้นักเรียนแสดงความรู้สึกและ ความคิดเห็น โดยอ้างอิงถึงความรู้ที่ได้อ่านนี้ หรือค้นคว้าเพิ่มเติม

 

ตัวอย่าง

                    หลังจากอ่านเรื่องไตรภูมิพระร่วงแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่า   แม้เนื้อหาของเรื่องนี้ซึ่งได้ประพันธ์ขึ้นโดยอิงจากภูมิรู้ทางธรรม  อาจดูห่างไกลจากการพิสูจน์ หรือจับต้องได้จริงทางวิทยาศาสตร์ในโลกปัจจุบัน  แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไตรภูมิพระร่วงได้ฝากข้อคิดไว้แก่ผู้อ่าน  นั่นคือ  การสะท้อนให้เห็นถึงภาวะอันตรงข้ามกันของ ความดี  และความชั่ว  ซึ่งจากเนื้อหา ผู้ประพันธ์ได้ใช้สัญลักษณ์แทนความดีด้วยการพรรณนาให้ผู้อ่านรู้จักกับสวรรค์  อันมีลักษณะน่ารื่นรมย์  ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิงกับนรกซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความชั่ว อันประกอบไปด้วยความทุกข์ทรมานนานาประการ  ลักษณะตรงกันข้ามนี้ยังคงเป็นความจริงไม่ผันแปรว่า แม้โลกจะได้รับการสร้างสรรค์ให้เจริญไปมากเท่าใด  หากแต่ใจคนยังคงมีทั้งด้านดี  และด้านไม่ดีอยู่เสมอ เมื่อปฏิบัติดี ย่อมได้รับสิ่งที่ดีเป็นผลสะท้อนกลับ  และในขณะเดียวกัน  หากปฏิบัติไม่ดี  ผลไม่ดีย่อมติดตามมาเป็นของคู่กันเหมือนเงาตามตัว  ซึ่งตรงนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงการมุ่งกระทำดี และควบคุม หรือลดการกระทำชั่วในชีวิตประจำวันได้

 

 

edit @ 5 Oct 2008 12:09:41 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:00:42 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:11:02 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:21:57 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:26:40 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:32:12 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:38:23 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:41:01 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:42:07 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:43:23 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:46:25 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:52:17 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:07:31 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:10:28 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:12:02 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:13:33 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:15:03 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:18:52 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:22:39 by piromwasee

edit @ 26 Oct 2008 01:00:08 by piromwasee

edit @ 26 Oct 2008 01:02:30 by piromwasee

Comment

Comment:

Tweet

double wink

#343 By (1.46.139.217|1.46.139.217) on 2015-01-19 18:54

#342 By nong (103.7.57.18|118.172.233.212) on 2012-09-28 20:00

เนื้อเรื่องดีมากเลยค่ะ
ทำให้ได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นเยอะเลย
ขอบคุณนะค่ะ big smile

#341 By magazine (27.130.51.242) on 2012-02-08 23:29

^________^

เอาไปทำการบ้านได้เลยค่าาา มิสยู คิดถึงอาจารย์ TT

#340 By :'} Cateuk on 2010-11-09 20:07

สุดยอดมากค่ะ ได้รู้ว่านรกมีจริง และสวรรค์เป็นอย่างไง

#339 By ph (119.42.64.11) on 2010-10-05 15:54

confused smile sad smile embarrassed

#338 By (125.24.224.216) on 2010-09-03 18:52

tongue question surprised smile

#337 By (125.24.224.216) on 2010-09-03 18:47

tongue tongue embarrassed angry smile sad smile

#336 By (119.31.121.90) on 2010-08-15 12:41

tongue tongue embarrassed angry smile sad smile

#335 By (119.31.121.90) on 2010-08-15 12:41

รักนะopen-mounthed smile

#334 By (118.173.191.44) on 2010-07-29 19:49

sad smile angry smile embarrassed wink cry wink

#333 By (202.129.36.215) on 2010-07-13 13:40

ดีมาก

#332 By อัจฉรา (58.147.41.250) on 2010-07-09 17:03

ไตรภูมิพระร่วง

หนังสือไตรภูมิพระร่วงเป็นหนังสือสำคัญสมัยกรุงสุโขทัยที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน เป็นวรรณคดีทางศาสนาที่มีอิทธิพลต่อคนไทยมาก เดิมเรียกว่า "เตภูมิกถา หรือไตรภูมิกถา" ในการพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2455 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเปลี่ยนชื่อหนังสือเล่มนี้เป็น "ไตรภูมิพระร่วง" เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัยให้คู่กับหนังสือสุภาษิตพระร่วงผู้แต่ง พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท)ความมุ่งหมาย 1. เพื่อเทศนาโปรดพระมารดา เป็นการเจริญธรรมความกตัญญู
2. เพื่อใช้สั่งสอนประชาชนให้มีคุณธรรมและช่วยกันดำรงพระพุทธศาสนาไว้ให้ยั่งยืนลักษณะการแต่ง แต่งเป็นร้อยแก้วเนื้อหาสาระ เริ่มต้นด้วยคาถานมัสการเป็นภาษาบาลี ต่อไปมีบานแพนกบอกชื่อผู้แต่ง วันเดือนปีที่แต่ง บอกชื่อคัมภีร์ บอกความมุ่งหมายในการแต่ง แล้วจึงกล่าวถึงภูมิทั้ง 3 ว่า "อันว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมจะเวียนวนไปมาและเกิดในภูมิ 3 อันนี้แล" คำว่า "ไตรภูมิ" แปลว่า สามแดน คือ กามภูมิ , รูปภูมิ , และอรูปภูมิ ทั้ง 3 ภูมิแบ่งออกเป็น 8 กันฑ์ คือ
1. กามภูมิ มี 6 กัณฑ์ คือ
1.1. นรกภูมิ เป็นแดนนรก
1.2. ดิรัจฉานภูมิ เป็นแดนของสัตว์ที่เจริญตามขวาง
1.3. เปตภูมิ เป็นแดนของเปรตที่เคยเป็นมนุษย์และทำความชั่วเกิดเป็นเปรต
1.4. อสุรกายภูมิ เป็นแดนของยักษ์มารหรือผีที่หลอกมนุษย์ให้ตกใจกลัว
1.5. มนุสสภูมิ เป็นแดนของมนุษย์
1.6. ฉกามาพจร เป็นแดนของเทวดาที่ยังเกี่ยวข้องในกาม มี 6 ชั้น คือ จาตุมหาราชิก , ดาวดึงส์ , ยามะ , ดุสิต , นิมมานรดี , ปรนิมมิตวสวดี
2. รูปภูมิ มี 1 กัณฑ์ คือ รูปาวจรภูมิ เป็นแดนของพรหมที่มีรูป แบ่งเป็น 16 ชั้น ตามภูมิธรรม เรียกว่า โสฬสพรหม
3. อรูปภูมิ มี 1 กัณฑ์ คือ อรูปาวจรภูมิ เป็นแดนของพรหมไม่มีรูป มีแต่จิต แบ่งเป็น 4 ชั้นคุณค่า

1. ด้านศาสนา ไตรภูมิพระร่วงเป็นหนังสืออ่านยาก ตั้งแต่สมัยสุโขทัยตลอดมาจนกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้ที่นำไตรภูมิไปสู่ชาวบ้านก็คือพระสงฆ์ และนำไปโดยการเทศนา ทำภาษายากให้เป็นภาษาง่ายที่ชาวบ้านเข้าใจได้ โดยเฉพาะเนื้อเรื่องนั้นมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษ การเกิดการตาย เกี่ยวกับโลกทั้งสาม (ไตรภูมิ) ซึ่งทำให้คนสมัยกรุงสุโขทัยเข้าใจเรื่องชีวิตของตนเองว่าเกิดมาอย่างไร ตายแล้วไปไหน โลกที่อยู่ปัจจุบันและโลกหน้าเป็นอย่างไร

2. ด้านภาษา สำนวนโวหารในไตรภูมิ โดยเฉพาะพรรณนาโวหารนั้นประณีตละเอียดลออเป็นอย่างยิ่ง จนทำให้นึกเห็นสมจริง ให้เห็นสภาพอันน่าสยองขวัญของนรก สภาพอันรุ่งเรืองบรมสุขของสวรรค์ จนจิตรกรอาจถ่ายบทพรรณนานั้นลงเป็นภาพได้ เราจะเห็นภาพฝาผนังของวิหารและโบสถ์ตามวัดต่างๆ ไป (นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางภาษาระหว่างสมัยพ่อขุนรามคำแหงกับสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท)

3. ด้านสังคม มุ่งใช้คุณธรรมความดีเป็นพื้นฐานการสร้างสรรค์ความสุขในสังคม

4. ด้านอิทธิพลต่อกวียุคหลังกวียุคหลังได้ใช้ไตรภูมินี้เป็นแนวพรรณนาป่าหิมพานต์ เขาพระสุเมรุ วิมานพระอินทร์ ส่วนจิตรกรได้อาศัยความคิด ความเชื่อในไตรภูมิ เป็นแนวการสร้างสรรค์งานศิลปะ รวมความว่า ไตรภูมิพระร่วงเป็นหนังสือเก่าชั้นวรรณคดีที่มีอิทธิพลต่อความคิดอ่านของคนไทยในเรื่องบาปบุญคุณโทษ ในด้านจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์ต่างๆ และวรรณคดีตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยปัจจุบัน หนังสือนี้แสดงให้เห็นพระปรีชาสามารถของพระยาลิไทในด้านศาสนา และใช้จริยธรรมในการบริหารบ้านเมือง และยังแสดงให้เห็นพระสติปัญญา ตลอดจนให้แนวคิดในเชิงปรัชญา สังคม และค่านิยมของสังคมเป็นอย่างดียิ่งตัวอย่างในไตรภูมิพระร่วง ผลแห่งการทำบาป
"คนผู้ใดกล่าวคำร้ายแก่สมณพราหมณ์ผู้มีศิลและพ่อแม่และผู้เฒ่าผู้แก่ครูปาทยาย คนผู้นั้นตาย ไปเกิดในนรกอันได้ขื่อว่า สุนักขนรกนั้นแล ในสุนักขนรกนั้นมีหมา 4 สิ่ง หมาจำพวกหนึ่งนั้นขาว หมาจำพวกหนึ่งนั้นแดง หมาจำพวกหนึ่งนั้นดำ หมาจำพวกหนึ่งนั้นเหลือง และตัวหมาผู้นั้นใหญ่เท่าช้างสารทุกตัว ฝูงแร้งแลกาอันอยู่ในนรกนั้นใหญ่เท่าเกวียนทุกตัว ปากแร้งแลกาแลตีนนั่น เทียรย่อมเหล็กแดงลุกเป็นเปลวไฟอยู่มิได้เหือดสักคาบ แร้งแลกาหมาฝูงนั้นเทียรย่อมจิกแหกหัวอกขบตอดคนทั้งหลายในนรกด้วยบาปกรรมของเขานั้น แลมิให้เขาอยู่สบายแลให้เขาเจ็บปวดสาหัส ได้เวทนาพ้นประมาณ ทนอยู่ในนรกอันชื่อสุนักขนรกนั้นแล" .


big smile big smile big smile big smile big smile big smile surprised smile

#331 By มายด์ (58.64.78.249) on 2010-06-29 19:17

#330 By 1102900039221 (58.64.78.249) on 2010-06-29 19:15

#329 By 1102900039221 (58.64.78.249) on 2010-06-29 19:15

ไตรภูมิพระร่วง เกี่วยกับ
เมือง
สวรรค์
พระ
นรก
ต่างกันอย่างไง?
embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed
sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile

#328 By มายด์ (58.64.78.249) on 2010-06-29 19:12

big smile big smile big smile

#327 By (119.42.85.218) on 2010-05-25 14:07

#326 By (119.42.85.218) on 2010-05-25 14:06

น่าสน

ใจ

ดี

นะ

#325 By (203.172.208.220) on 2010-02-16 11:58

อยากให้มีภาพในท้องตอนมนุสภูมิอย่างละเอียด

#324 By พัดจีน (118.173.67.41) on 2010-01-24 08:23

#323 By นุ่น (222.123.172.68) on 2010-01-13 21:14

สุดยอดมากเลย เคยอ่านเเล้วรู้สึกไม่อยากทำชั่ว angry smile sad smile open-mounthed smile angry smile wink

#322 By เหมียว (118.173.150.52) on 2010-01-10 11:46

ขอบคุณมากค่ะ
กำลังเรียนอยู่open-mounthed smile

#321 By ทรายโรงเรียนบรมราชินีนาถวิทยาลัย (125.27.180.180) on 2009-12-13 13:57

ความดีนั้น คงทนนาน แต่ความชั่ว คงอยู่ไม่ได้

#320 By เปิ้ล (118.173.156.123) on 2009-12-09 19:21

ขอบคุณมากนะจ้ะconfused smile

#319 By de'mandoiy (124.120.208.234) on 2009-11-16 19:31

confused smile

#318 By (117.47.68.122) on 2009-10-13 20:37

#317 By (113.53.67.249) on 2009-08-31 19:36

อ่านไม่ออกเลย

#316 By น้ำตาล (125.26.53.248) on 2009-08-02 11:32

ด้ด้ด้ดเ

#315 By ด้ดเ (118.172.74.151) on 2009-07-07 15:16

Na klur ar kub *

#314 By MUMIKIE (61.90.83.37) on 2009-07-07 13:50

big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue question embarrassed surprised smile wink double wink cry

#313 By (124.122.3.38) on 2009-06-29 21:22

ชอบพอสมควรถึงมาก(แม้ว่ามันจะยาวมากก็ตามแต่)
จากการที่อ่านเรื่องนี้ข้าวๆแล้วก็ดี เพราะว่าถ้าอ่านหมดมันต้องใช้เวลานานอ่านะ เพราะฉะนั้นเลยอ่านแค่ผ่านๆ
(แต่ตรงไหนสนุกก็อ่านแบบตั้งใจอย่างเต็มที่) แต่ว่าที่เอามาลงอินเตอร์เน็ตละเอียดแบบนี้น่ะ ชอบจัง คงเป็นเพราะบางคนไม่มีเงินที่จะซื้อหนังสืออ่านแบบละเอียดก็มาอ่านที่นี่ได้ โดยละเอียดจะได้เปิดโอกาสให้ผู้ไม่รู้
(ผู้ด่อยโอกาส) ได้รู้บ้าง ได้บุญนะเนี่ย แล้วก็ชอบที่มีรูปภาพประกอบถึงจะไม่กี่รูปก็ตามนะ แต่ก็ดีเพราะทำให้เกิดจินตนาการ และสร้างสรรค์สู่อนาคตต่อไป(เกี่ยวป่าวเนี่ย)

#312 By โทน (124.121.224.15) on 2009-03-11 16:30

เรื่องไตรภูมิพระร่วงที่ข้าพเจ้าได้ศึกษานี้ถือได้ว่าเรื่องไตรภูมิเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่กล่าวถึงภูมิ (แดน) ทั้งสาม คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ซึ่งมีเนื้อหาพรรณนาถึงที่อยู่ ที่ตั้ง และการเกิดของมนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และเทวดา ที่ตั้งเหล่านี้มีเขาพระสุเมรุเป็นหลัก เขาพระสุเมรุนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางจักรวาล มีทิวเขาและทะเลล้อมรอบสลับกันได้ 7 ชั้น ทิวเขามีชื่อต่างๆดังนี้ 1. ยุคนธร 2. อิสินธร 3. กรวิก 4. สุทัศน์ 5. เนมินธร 6. วินันตก และ7.อัศกรรณ ซึงเป็นเขารอบนอกสุด ทิวเขาเหล่านี้รวมเรียกว่าเขาสัตตบริภัณฑ์ ส่วนทะเลที่รายล้อมอยู่ 7 ชั้น เรียกว่า มหานทีสีทันดร ถัดจากทิวเขาอัศกรรณออกมาเป็นมหาสมุทรอยู่ทั่วทุกด้าน แล้วจะมีภูเขาเหล็กกั้นทะเลนี้ไว้รอบเรียกว่า ขอบจักรวาล พ้นไปนอกนั้นเป็นนอกขอบจักรวาล

#311 By นาย ไตรรงค์ ไตรสรลักษณ์ ม.๕/๑๒เลขที่๑๔ (124.120.236.149) on 2008-12-16 15:49

จากที่ข้าพเจ้าำได้อ่านวรรณคดีเรื่อง ไตรภมิพระร่วง แล้วข้าพเจ้ารู้สึกถึงรสพระธรรมมากขึ้น ทำให้ตระหนักถึงนรกและสวรรค์มากขึ้นจนทำให้ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะทำดีให้มาก ที่สุดเท่าที่จะทำได้ในชีวิตนี้

#310 By นายบุริศร์ เดชวิไลศรี ม.๕/๑๒ เลขที่ ๘ (124.120.215.140) on 2008-12-12 17:44

จากที่ข้าพเจ้าำได้อ่านวรรณคดีเรื่อง ไตรภมิพระร่วง แล้วข้าพเจ้ารู้สึกถึงรสพระธรรมมากขึ้น ทำให้ตระหนักถึงนรกและสวรรค์มากขึ้นจนทำให้ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะทำดีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในชีวิตนี้

#309 By นายบุริศน์ เดชวิไลศรี ม.๕/๑๒ เลขที่ ๘ (124.120.211.199) on 2008-12-11 18:56

ความคิดเห็นของข้าพเจ้า หลังจากที่ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องไตรภูมิพระร่วงแล้ว แสดงให้เห็นว่าผู้คนในสมัยก่อนมีความเชื่อในเรื่องของ นรก-สวรรค์ เช่นเดียวกับคนในปัจจุบัน แต่ในอตีดจะบอกว่าสวรรค์มีกี่ชั้น แต่ละชั้นเป็นอย่างไร นรกมีกี่ชั้นแต่ลชั้นเป็นอย่างไร โดยการปฏิบัติตนตามหลังศีลธรรม มีจิตใจขาวสะอาด ก็จะได้ขึ้นสวรรค์ตามขั้นตามชั้นที่ได้บำเพ็ญเพียรมา ซึ่งสวรรค์เป็นที่ ที่สุขสบายแต่ก็ยังอยู๋ในกามภูมิที่ยังมีกิเลสอยู่ แต่ถ้ามีจิตใจที่สกปรกก็จะตกนรกแล้วแต่กรรมชั่วที่ได้ทำมาว่าจะได้อยู่ชั้นไหน แต่ในปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนแปลงไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับภพข้างหน้าขอแค่มีชีวิตอยู่อย่างไรให้สบาย ไม่คำนึงถึงบาปบุญที่จะมีในภพหน้า แต่สำหรับตัวข้าพเจ้ามีความเชื่อในเรื่องนรกสวรรค์ แต่ข้าพเจ้าก็หมั่นทำดี แต่สิ่งที่ไม่ดีในตัวข้าพเจ้าก็มีแต่ข้าพเจ้าก็จะพยายามไม่กระทำอีกต่อ เพื่อที่จะไปอยู่ในภพที่สบาย




****มาเม้นใหม่ค่ะ

#308 By นางสาวแพรวภิญญา ฉายรักษา ม.๕/๕ เลขที่ ๓๐ (124.122.76.153) on 2008-12-10 21:42

ทำให้ตระหนักว่านรก-สวรรค์มีจริง

ใครทำความดีผลของการกระทำก็จะดีไปด้วย

แต่ถ้าใครทำความชั่วผลของการกระทำนั้นก็จะแย่อีกเช่นกัน

#307 By นางสาวจันทิมา กลิ่นหอมรื่น ม.๕/๑๒ เลขที่ ๒๔ (124.120.212.7) on 2008-12-08 21:30

ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าผลของบุญและกรรมนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงและยังทำให้ ข้าพเจ้าพยายามทำแต่สิ่งที่ดีไม่เป็นทุกข์ต่อตนเองและผู้อื่นจะได้ไม่มีเวร ซึ่งกันและกัน

#306 By นางสาวกมลรัตน์ แก้วก่อง ม.๕/๑๒ เลขที่ ๒๘ (124.120.212.7) on 2008-12-08 21:21

ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าผลของบุญและกรรมนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงและยังทำให้ข้าพเจ้าพยายามทำแต่สิ่งที่ดีไม่เป็นทุกข์ต่อตนเองและผู้อื่นจะได้ไม่มีเวรซึ่งกันและกัน

#305 By กมลรัตน์ แก้วก่อง (124.120.212.7) on 2008-12-08 21:18

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องไตรภูมิพระร่วงจบแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการที่เราทำความดีหรือความชั่วนั้นบางที่เราอาจคิดว่าไม่มีใครรู้ ใครเห็นนอกจากตัวของเรา แต่จริงๆแล้วพฤติกรรมทุกอย่างมีผู้รู้ผู้เห็นอยู่ตลอดเวลา แต่เป็นใครตัวข้าพระเจ้าเองก็ไม่สามารถจะบอกได้ แต่ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องไตรภูมิพระร่วงนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าถ้าเราทำความดีเพียงแค่เรารักษาศีล ๕ ก็ทำให้เราขึ้นสวรรค์ได้ แต่ถ้าเราทำความชั่วเพียงเล็กน้อยผลกรรมก็จะทำให้เราได้รับผลกรรมนั้นอย่างแน่นอน โดยถ้าเราทำชั่วเราก็จะต้องตกนรก โดยผลกรรมที่เคยทำไว้จะส่งผลให้เราได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส โดยเมื่อเราตกนรกแล้วการที่เราจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกเป็นอะไรที่ยากลำบากมาก ดังนั้นเราควรที่จะทำควารมดีไว้ให้มากๆ ถึงความดีที่เราพยายามทำมันจะไม่สามารถลบล้างความชั่วที่เราได้เคยทำไว้ แต่ก็สามารถทำให้ความผิดที่ร้ายแรงอาจจะเบาบางลงไปได้บาง เราจึงควรที่จะสร้างความดีไว้ให้มากๆ เพราะเราไม่รู้ว่าอายุของเราจะสั้นหรือยาวแค่ไหน อย่างน้อยเราควรที่จะรักษาศีล ๕ ไว้ให้ได้ บางคนบอกทำดีทำยาก แต่ทำชั่วทำง่าย แต่ถ้าเราพยายามทำก็คงไม่ยาก เมื่อเราทำดี ผลแห่งกรรมดีก็จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

แก้ไขค่ะ ของเดิมอยู่หน้าแรก

#304 By นางสาวเกตุทิพย์ ศรีสัมฤทธิ์ ม.5/5 เลขที่36 (124.120.68.174) on 2008-12-08 17:20

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องไตรภูมิพระร่วงแล้ว ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า เป็นเรื่องที่ให้ความรู้ในการทำความดี ความชั่ว เรื่องการกระทำ และผลกรรมที่จะตามมาภายหลัง สวรรค์หรือนรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา แต่ก็มีความเป็นไทยแบบคนสมัยก่อนที่เชื่อเรื่องสวรรค์นรก เพราะคนไทยสมัยนี้การที่จะหาคนเชื่อเรื่องนรกสวรรค์มีน้อย คนส่วนจะเริ่มเชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มากกว่าเชื่อเรื่องโบราณ เพราะคิดว่า จะเชื่อแต่สิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ แต่ก็ยังพอมีคนเชื่ออยู่บ้าง เนื่องจากมาจากความรู้สึกกมากกว่าจิตใต้สำนึกว่าควรทำความดีหรือความชั่ว แต่สำหรับตัวข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าไม่เชื่อก็อย่าหลบลู่ คนเราตายไปแล้วไปไหนไม่มีใครรู้ แต่ก็มีเรื่องเล่ามากมายมาเห็นกันทุกวันว่าเคยไปนรกมาแล้ว ถ้าไม่ใส่บาตรจะไม่ได้กินข้าว ถ้าตีพ่อแม่มือจะใหญ่เท่าใบลาน และเรื่องเปรต หากยังมีโอกาสก็ควรรีบทำบุญ เข้าวัดก่อนที่จะไม่มีโอกาส ขยันทำความดี คิดดีเพราะถ้าหากเราตายไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง การกระทำในวันนี้อาจจะส่งผลถึงชาติหน้าก็เป็นได้ ดังนั้นก็ควรคิดดี ทำดี ให้มากๆ

#303 By น.ส. ภิรมย์พร ทองมา ม.๕/๑๒ เลขที่ ๒๖ (124.122.188.7) on 2008-12-05 20:36

ไตรภูมิพระร่วง เป็นเรื่องที่พระราชนิพนธ์ตั้งแต่สมัยพญาลิไท(พระมหาธรรมราชาที่ ๑) ลักษณะของภาษาจึงเป็นคำไทยเก่าอ่านแล้วทำความเข้าใจได้ค่อนข้างยาก จากที่อ่านเนื้อเรื่องไตรภูมิพระร่วง แล้วข้าพเจ้ารู้สึกว่า เนื้อเรื่องโดยรวมนั้นกล่าวถึง นรก สวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางพระพุทธศาสนาพึงสอน ให้คนรู้จักผิดชอบชั่วดี ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะไม่สามารถจับต้องได้แต่นั้นจะเป็นผลของการกระทำที่จะปรากฏให้เห็นในอนาคต อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น ซึ่งในเรื่องไตรภูมิพระร่วงยังได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการทำดีทำชั่ว ว่าต้องมีผลของการกระทำตามมา ซึ่งสอนในรูปของนรก สวรรค์ โดยผู้ประพันธ์ได้พรรณนาถึงนรกว่าเป็นสถานที่อันเป็นที่อยู่ของผู้กระทำความชั่วว่าจะได้รับของการกระทำจากกรรมที่ตนได้ก่อไว้เป็นความทรมานนานาประการ ดังใจความตอนหนึ่งว่า ผู้ชายอยู่ภาคต่ำ ฝูงยมบาลเขาก็เอาหอกดาบหลาวแหลน อันคมเทียรย่อมเหล็กแดง แทงตีนผู้ชายนั้น จำให้ขึ้นไปหาผู้หญิงชูของสู อันอยู่บนปลายงิ้วโพ้นเร็วอย่าอยู่ เป็นต้น ซึ่งต่างจากสรรค์ซึ่งเป็นสถานที่ที่น่าอยู่ มีแต่สิ่งที่สวยงาม ดังใจความตอนหนึ่งที่ว่า ในเมืองนั้นเทียรย่อมปราสาทแก้ว ฝูงเทพยดาอยู่ใน แผ่นดินนั้นเป็นแผ่นดินทองพรายงามราบนักหนาดังหน้ากลอง เป็นต้น ซึ่งเหมาะแก่ผู้ที่กระทำแต่ความดี
ถึงแม้ว่าโลกจะมีการวิวัฒนาการในเจริญขึ้นในด้านวัตถุ แต่ถ้าทางด้านจิตใจคนนั้น ยังมีทั้งด้านดีและไม่ดี เราจึงต้องยอมรับผลของการกระทำในวันนี้ว่าจะต้องปรากฏให้เห็นในอนาคต อยู่ที่จะช้าหรือเร็ว ซึ่งตรงนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านว่าเราสามารถเลือกทำได้ในวันนี้ว่าจะเลือกทำดีหรือชั่ว เพราะถ้าเราต้องการให้อนาคตเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการกระทำของวันนี้ ในเมื่อพระอาทิตย์ยังสามารถขึ้นใหม่ได้ทุกวันเราเองก็สามารถเริ่มต้นทำสิ่งดีๆได้ในทุกวันเช่นกัน

#302 By กีรติ พันสุขะ ม5/12 เลขที่22 (58.9.28.40) on 2008-12-05 17:47

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องไตรภูมิพระร่วงแล้ว ข้าพเจ้าได้ข้อคิดจากเรื่องไตรภูมิพระร่วงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลของการกระทำของเรา ซึ่งถ้าหากเราทำดี ชีวิตของเราก็จะเจอแต่สิ่งดีไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน แต่ถ้าหากเราทำชั่ว เราก็ต้องได้รับโทษในการกระทำของเรา ซึ่งไตรภูมิพระร่วงนั้นได้แสดงให้เห็นว่าคนที่ทำดีก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ได้เจอแต่สิ่งที่สวยงาม มีความสุขและมีชีวิตที่ดี ส่วนคนที่ทำชั่วก็จะต้องตกนรก เจอแต่สิ่งที่เลวร้าย ทนทุกข์ทรมานไม่มีวันจบสิ้น แม้ว่าโลกของเราจะเจริญก้าวหน้าไปสักแค่ไหน เราทุกคนย่อมหนีไม่พ้นกฏแห่งกรรม ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่านรก สวรรค์นั้นมีจริงหรือไม่แต่ข้อเท็จจริงที่เราทุกคนรู้คือผู้ที่ทำความดีย่อมได้รับผลของความดีนั้น เรื่องไตรภูมิพระร่วงก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ส่งเสริมให้เราทำความดี มีเมตตา ละเว้นความชั่ว เพราะถ้าใครได้อ่านเรื่องนี้แล้ว ย่อมคิดได้ว่าผลของการทำความชั่วนั้นสักวันต้องย้อนกลับมาทำร้ายผู้ที่ทำอย่างแน่นอน

#301 By นายกีรติ อ่อนเงิน ม.5/12 เลขที่12 (124.122.159.143) on 2008-12-04 19:51

ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องไตรภูมิพระร่วงจบ ข้าพเจ้ารู้สึกและสัมผัสได้ว่าคนในอดีตมีเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เชื่อในบุญและบาป นรก กับ สวรรค์ และได้มีคำสั่งสอน ให้ทุกคนทำแต่ความดีละเว้นความชั่วได้มีการเผยแผ่ โดยใช้ศิลปะกรรมโดยการเขียนภาพสีไว้ในโบสถ์ เพื่อให้คนได้ศึกษาและเข้าใจชีวิตมากขึ้น ไตรภูมิพระร่วงในเรื่องนี้ยังเป็นคัมภีร์ทางศาสนาที่สำคัญซึ่งมีอิทธิพลต่อกวีรุ่นหลังๆให้มีแนวคำคิด นำข้อคิดดีๆไปสอดแทรกในวรรณคดี หลายๆ เรื่อง อีกด้วย

#300 By นายอนุวัฒน์ ธนะชัยสุกิจ ม.5/12 เลขที่11 (124.122.159.143) on 2008-12-04 19:47

เรื่องไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณกรรมทางด้านศาสนา วัฒนธรรม ที่สอดแทรกไปด้วยสาระความรู้ และคติสอนมากมาย เหมาะแก่การใช้สั่งสอนประชาชนให้มีคุณธรรมและช่วยกันดำรงพระพุทธศาสนาไว้ให้ยั่งยืน แล้วเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าผู้แต่งมีการเปรียบเทียบระหว่างความดีและความชั่ว ทำให้ผู้คนที่ได้อ่านแล้วรู้สึกกลัวการที่กระทำความชั่วให้มีจิตสำนึกที่ดีขึ้น เมื่อคนทำดีก็จะได้สิ่งที่ดีๆก็จะเปรียบเทียบกับสวรรค์ชึ่งเปรียบเสมือนสิ่งที่สวยงามใครที่ทำความดีก็จะได้อยู่ที่นั่น ส่วนนรกนั้นเปรียบเสมือนสิ่งที่ชั่วร้าย น่ากลัวมีแต่ความทุกข์ทรมาน
ถ้าเปรียบเทียบสองสิ่งนี้ผู้คนส่วนก็ต้องอยากไปสวรรค์อยู่แล้ว

#299 By นายเกียรติพงษ์ กิจสกุล ม.5/12 เลขที่17 (124.122.159.143) on 2008-12-04 19:45

จากที่ข้าพได้อ่านหนังสือไตรภูมิพระร่วง ถึงแม้ว่าเป็นวรรณคดีโบราณที่ใช้ภาษาไทยแบบเก่า และมีศัพท์ทางพระพุทธศาสนาปะปนอยู่มาก ทำให้ยากแก่การอ่านสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางพุทธศาสนามาก่อนก็ตาม แต่สำนวนพรรณนาที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้มีความแจ่มแจ้ง ไพเราะ ช่วยให้เกิดจินตภาพหลายตอน และทำให้เกิดความรู้สึกคล้อยตามไปด้วยเช่น ตอนพรรณนาถึงความน่ากลัวในนรกภูมิ และความสุขสบายในสวรรค์ ตอนนี้เราก็สามารถที่จะรับรู้และสัมผัสได้

#298 By นายอรรถพล เกิดปัญญา ม.5/12 เลขที่10 (124.122.159.143) on 2008-12-04 19:43

จากการที่ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องไตรภูมิพระร่วงจบแล้ว ข้าพเจ้าได้ข้อคิด เกี่ยวกับการทำความดีและการทำทำความชั่ว ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดลงไป ผลจากการกระทำของเรานั้น ย่อมกลับมาสู่ตัวเรา ถ้าเราทำแต่ความชั่ว สิ่งที่ไม่ดีก็ย้อนกลับมาสู่ตัวเรา และถ้าเราทำแต่ความดี สิ่งที่ดีดีก็เข้ามาในชีวิตเราเช่นกัน ผลของกรรมดีกรรมชั่วนั้นจะตามติดตัวเราไปตลอด ไม่ใช่เพียงแค่ในชาตินี้เท่านั้น แต่ผลขอลกรรมนั้นยังตามเราไปทุกชาติ ถ้าเราทำความดีเราก็ได้ไปเกิดในที่ดีดี มีแต่ความสุขสบาย แต่ถ้าเรามัวแต่ความชั่วเราก็จะต้องไปชดใช้ความชั่วที่เราได้ทำลงไป และจากการที่ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องไตรภูมิพระร่วงแล้ว ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเกรงกลัวต่อบาปกรรมมาก เพราะผลของกรรมที่ได้ทำลงไปนั้น น่ากลัวมาก ทั้งขุมนรกต่างๆ และสิ่งที่เราจะต้องไปเกิด เช่น เป็นเปรต เป็นต้น จากการบรรยายถึงขุมนรกและสิ่งต่างๆที่จะได้รับจากการทำไม่ดีในเรื่องนี้ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกไม่อยากจะเป็นเช่นนั้น และถ้าผู้คนที่ได้มาอ่านเรื่องนี้ แล้วคิดเกรงกลัวต่อบาป แล้วหันมาทำแต่ความดี รักษาศีล ทำบุญทำทาน ไม่เบียดกัน ข้าพเจ้าคิดว่าสังคมคงจะสงบ และมีความสุขมากขึ้น




**แก้ค่ะ (ของดิมโพสอยู่หน้าแรก)

#297 By นางสาวชลวรรณ์ ขำเกิด ม.๕/๕ เลขที่ ๓๔ (124.120.244.216) on 2008-12-04 18:02

สำนวนภาษาอ่านยากมากๆเลยค่ะ
ต้องอ่านอยู่หลายรอบกว่าจะเข้าใจ
แต่มีรูปภาพประกอบทำให้เข้าใจง่ายขึ้น
ไตรภูมิพระร่วง
เคยเรียนมาตั้งแต่สมัยประถม
เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ
อ่านแล้วเพลินไม่มีเบื่อ
ได้ข้อคิดหลังการอ่าน
เป็นวรรณคดีที่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีอีกเล่มหนึ่ง
สอนให้รู้ว่านรกมีกี่ขุม และแต่ละขุมล้วนมีความทุกข์ทนทรมานทั้งนั้น
เวลายาวนานกว่าเราจะได้เกิดมาเป็นคน ที่มีอวัยวะครบ 32 ประการ
มนุษย์ถือเป็นสัตว์ประเสริฐที่สุดแล้ว
เราควรดีใจที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์
และควรหมั่นทำบุญไว้เยอะๆ
ไม่ทำความชั่ว
เพราะการจะเกิดมาเป็นมนุษย์ได้นั้น
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

#296 By น.ส.กรรณิการ์ ๕/๙ เลขที่ ๓๒ (118.174.27.219) on 2008-12-03 21:16

สำนวนภาษาอ่านยากมากๆเลยค่ะ
ต้องอ่านอยู่หลายรอบกว่าจะเข้าใจ
แต่มีรูปภาพประกอบทำให้เข้าใจง่ายขึ้น
ไตรภูมิพระร่วง
เคยเรียนมาตั้งแต่สมัยประถม
เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ
อ่านแล้วเพลินไม่มีเบื่อ
ได้ข้อคิดหลังการอ่าน
เป็นวรรณคดีที่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีอีกเล่มหนึ่ง
สอนให้รู้ว่านรกมีกี่ขุม และแต่ละขุมล้วนมีความทุกข์ทนทรมานทั้งนั้น
เวลายาวนานกว่าเราจะได้เกิดมาเป็นคน ที่มีอวัยวะครบ 32 ประการ
มนุษย์ถือเป็นสัตว์ประเสริฐที่สุดแล้ว
เราควรดีใจที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์
และควรหมั่นทำบุญไว้เยอะๆ
ไม่ทำความชั่ว
เพราะการจะเกิดมาเป็นมนุษย์ได้นั้น
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

#295 By (118.174.27.219) on 2008-12-03 21:14

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เวรกรรมมีจริง
แม้เป็นเรื่องที่เราไม่อาจพิสูจน์ได้
แต่ก็รับรู้ได้ถึงผลกรรมที่จะตามมากับการกระทำของเรา
ทำไมคนนั้นจึงเกิดมาหน้าตาดี เฉลียวฉลาด มีจิตใจงดงาม
แต่ทำไมอีกคนจึงเกิดมาหน้าตาขี้เหร่ โง่เขลา มีจิตใจโหดเหี้ยม
สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากผลบุญ ผลกรรมทั้งสิ้น

#294 By น.ส.วริศรา ม.๕/๙ เลขที่ ๒๒ (118.174.27.219) on 2008-12-03 21:07