นรก

posted on 04 Oct 2008 11:16 by piromwasee
              นรก
    
นรกแบ่งเป็นขุม ๆ ตามอำนาจของกรรมที่เหล่าสัตว์โลกได้กระทำ
ไว้บันดาลให้เกิดขึ้น  นรกขยายตัวออกไปไม่สิ้นตามจำนวนของสัตว์
นรก   นรกแบ่งออกตามอำนาจของกรรม ดังนี้
     ๑.  มหานรก   ๘  ขุม
     ๒.  อุสสทนรก   ๑๒๘  ขุม
     ๓.  ยมโลก   ๓๒๐  ขุม
     ๔.  โลกันตนรก  ๑  ขุม
     มหานรกหรือนรกขุมใหญ่ มี  ๘  ขุม   แต่ละขุมจะมีนรกบริวาร/
นรกบ่าว หรืออุสสทนรก ด้านละ  ๔  ขุม  รวม ๑๖ ขุม   และมีนรกเล็ก
เรียกว่า ยมโลก อยู่ภายนอกด้านละ ๑๐ ขุม  สำหรับโลกันตนรกอยู่
นอกกำแพงจักรวาล

มหานรก  ๘  ขุม

ขุมที่ ๑  สัญชีพนรก (ขุมนรกไม่มีวันตาย)
    
ลักษณะ  พื้นเหล็กหนาถูกเผาไฟจนลุกโชน  มีขอบทั้ง ๔ ด้าน
มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล  ระหว่างไฟจะมีสรรพวุธต่าง ๆ เช่น
หอก ดาบ ฆ้อน ถูกเผาไฟจนลุกแดงและคมจัด  สัตว์นรกวิ่งพล่าน
เท้าเหยียบไฟ  ร่างกายถูกเผา  สรรพวุธฟัน แทง สับ ทุบ  สัตว์นรก
เจ็บปวดทรมาน ร้องครวญครางดิ้นเร่า ๆ  ร่างกายสัตว์นรกฉีกขาด
แล้วมาต่อกันใหม่โดยทันที  ทรมานต่อไป ไม่มีวันตาย
    
อายุขัย   ๕๐๐ ปี   ๑ วัน =  ๙ ล้านปีมนุษย์
    
ความผิดบาป   เป็นโจรปล้นทำลายทรัพย์สิน  ผู้มีอำนาจข่มเหง
ผู้ต่ำต้อยกว่า

ขุมที่ ๒  กาฬสุตตะนรก (ขุมนรกบรรทัดดำ)
    
ลักษณะ   มีกำแพงและพื้นเหล็กถูกเผาไฟลุกโชน นายนิริยบาลจะ
จับเอาสัตว์นรกนอนลง  ใช้เส้นบรรทัดที่ทำด้วยสายเหล็กแดงลูกเป็น
ไฟ มาดีดร่างกายของสัตว์นรก  ตามยาวบ้าง  ตามขวางบ้าง  แล้วนำ
เลื่อยบ้าง ขวานบ้าง มีดโต้บ้าง มาสับ ฟัน เลื่อยตามรอยที่ดีดไว้ 
ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส
     อายุขัย   ๑,๐๐๐ ปี   ๑ วัน  =  ๓๖ ล้านปีมนุษย์
    
ความผิดบาป   ฆ่านักบวช  ภิกษุ สามเณร  ผู้ทุศีล อลัชชี

ขุมที่ ๓  สังฆาฏนรก (ขุมนรกภูเขาขยี้กาย)
    
ลักษณะ   มีกำแพงและพื้นเหล็กถูกเผาไฟลุกโชน  มีภูเขาเหล็กลุก
เป็นไฟ ๒ ลูก  กลิ้งไปมาเข้าหากันบดขยี้ร่างสัตว์นรกจนแหลกเหลว
แล้วฟื้นขึ้นมาใหม่  รับทุกข์ทรมานต่อไป  สัตว์นรกตนใดวิ่งหนี 
ก็จะถูกนายนิริยบาลตีบ้าง แทงบ้าง ฟันบ้าง ตลอดเวลา
     อายุขัย   ๒,๐๐๐ ปี    ๑ วัน  =  ๑๔๕  ล้านปีมนุษย์
    
ความผิดบาป  เป็นพรานนก  พรานเนื้อ  หรือพวกที่ชอบทรมาน
เบียดเบียนสัตว์ที่ตนใช้ประโยชน์ เช่น วัว ควาย โดยขาดความเมตตา
สงสาร

ขุมที่ ๔  โรรุวะนรก (ขุมนรกร้องไห้)
     ลักษณะ   มีกำแพงเหล็ก ๔ ด้าน ไฟลุกโชน ยิ่งลึกยิ่ร้อน ตรงกลาง
ขุมมีดอกบัวเหล็ก  กลีบเหล็กมีไฟพุ่งออกมาตลอดเวลา สัตว์นรกถูก
บังคับให้ขึ้นไปอยู่ในดอกบัว  กรรมทำให้สัตว์นรกยืนขึ้นแล้วก้มตัวลง
กลีบบัวงับหนีบสัตว์นรก ส่วนหัวถึงคาง  ขาถึงข้อเท้า มือถึง
ข้อมือ  ไฟเผาร่างอยู่ตลอดเวลา สัตว์นรกเจ็บปวดทรมานส่งเสียงร้อง
ครวญครางดังยิ่งนัก
     อายุขัย   ๔,๐๐๐ ปี    ๑ วัน  =  ๕๗๖  ล้านปีมนุษย์
    
ความผิดบาป  พวกเมาสุราอาละวาด ทำร้ายร่างกาย  พวกเผาไม้
ทำลายป่า  พวกกักขังสัตว์ไว้ฆ่า  ชาวประมง

ขุมที่ ๕  มหาโรรุวะนรก (ขุมนรกร้องไห้ดังสนั่น)
     ลักษณะ   มีดอกบัวขนาดใหญ่  ไฟร้อนจัดยิ่งกว่าขุมก่อน  กลีบบัว
คมเป็นกรดมีอยู่ทั่วไป  ระหว่างช่องว่างมีแหลนหลาว ปักชูปลายแหลม
ขึ้นลุกเป็นไฟ  นายนิริยบาล่จะบังคับไล่แทงให้ขึ้นไปบนดอกบัว 
สัตว์นรกทั้งหลายร้อน ดิ้นทุรนทุรายไปกระทบกลีบบัว 
กลีบบัวบาดตัดร่างสัตว์นรกล่วงลงมา  ถูกแหลนหลาวแทงรับไว้ 
เนื้อของสัตว์นรกร้อนลุกเป็นไฟหล่นลงสู่พื้น  และมีสุนัขนรกคอยกัด
แทะกินจนหมดสิ้น  สัตว์นรกก็จะก่อร่างขึ้นใหม่ รับทุกขเวทนายิ่งกว่า
ร้องโหยหวนดังยิ่งกว่าขุนก่อน  
     อายุขัย   ๘,๐๐๐ ปี    ๑ วัน  =  ๒๓๐๔  ล้านปีมนุษย์
    
ความผิดบาป  พวกลักเครื่องสักการบูชา  ขโมยทรัพย์สมบัติของ
พ่อแม่ ครูอาจารย์ หรือภิกษุสามเณร นักบวชต่าง ๆ

ขุมที่ ๖  ตาปะนรก (ขุมนรกแห่งความเร่าร้อน)
     ลักษณะ  กำแพง ๔ ด้าน พื้นเป็นเหล็กแดงฉาน ไฟพลุ่งโชนสว่างมาก  
ไร้เปลว ไฟละเอียดและร้อนจัด  มีแหลนหลาวใหญ่เท่าลำตาล
ไฟลุกโชน  พุ่งมาเสียบสัตว์นรกและเอาขึ้นตั้งไว้  พอไฟไหม้เนื้อหนังหล่น
ลงมา ก็จะถูกสุนัขนรกตัวใหญ่เท่าช้าง เที่ยวไล่กัดแทะจนเหลือแต่กระดูก
แล้วก็เกิดเป็นสัตว์นรกใหม่  ต้องทุกข์ทรมาน ร้องระงมเซ็งแซ่ไปหมด

     อายุขัย   ๑,๖๐๐ ปี   ๑ วันนรก =  ๙,๒๓๖ ล้านปีมนุษย์
    
ความผิดบาป   พวกเผาบ้านเผาเมือง   เผาโบสถ์วิหาร
ศาลาการเปรียญ

ขุมที่ ๗  มหาตาปะนรก (ขุมนรกแห่งความเร่าร้อนยิ่ง)
     ลักษณะ   มีไฟคล้ายแสงสว่าง มีความร้อนสูงมาก พุ่งมาจากกำแพง
เหล็กรอบด้านมารวมกันตรงกลาง  มีภูเขาเหล็กตั้งอยู่กลางขุมนรก
มีไฟพุ่งเข้าพุ่งออกจนเผาเป็นเหล็กแดงฉาน  นายนิริยบาลบังคับให้
สัตว์นรกป่ายปีนขึ้นไปบนยอดเขา  พอใกล้ถึงยอดเขา สัตว์นรกทน
ไม่ไหว ร่วงหล่นลงมา ก็จะถูกแหลนหลาวที่ปักเอาไว้รอบข้างแทงเข้า 
ฟไหม้ท่วมร่าง
     อายุขัย   ๑/๒  กัป (กัลป์)
    
ความผิดบาป   พวกมิจฉาทิฏฐิบุคคล  เห็นผิดเป็นชอบ  ไม่รู้จัก
สิ่งดีมีประโยชน์  ปฏิเสธเรื่องบุญ เรื่องบาป เห็นว่าตายแล้วสูญ 
ทุกสิ่งทุกอย่างเที่ยง  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ทำแต่ทุจริตกรรม

ขุมที่ ๘  อเวจีมหานรก (ขุมนรกแห่งไฟ)
    
ลักษณะ   มีกำแพงเหล็กปิดเฉพาะตัวทั้ง ๖ ทิศ  มีหลาวเหล็ก
แทงสัตว์นรกทะลุตรึงร่าง ให้ยืนกางแขนขา  โดยจากบนลงล่าง
ซ้ายไปขวา  หน้าไปหลัง  จำนวนหลายสิบเล่ม  จนสัตว์นรก
ไม่สามารถขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อย  ถุกแผดเผาอยู่ตลอดเวลา
จนกระดูกแดงฉาน  จำนวนสัตว์นรกในขุมนี้ มีมากกว่าทั้ง ๗ ขุม
รวมกัน
     อายุขัย   ๑ กัป (กลัป์)
    
ความผิดบาป   พวกทำบาปหนักที่เป็นอนันตริยกรรม ได้แก่
ฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำให้พระพุทะเจ้าห้อพระโลหิต
ทำสังฆเภท คือ ยุยงให้สงฆ์แตกกัน  พวกทำลายพระพุทธรูป 
ต้นศรีมหาโพธิ์  พวกติเตียนพระอริยสงฆ์

หมายเหตุ   ๑ กัป (กัลป์) หมายถึง ระยะเวลายาวนานมาก
อุปมาดัง -  กล่องกว้าง ยาว สูงด้านละ ๑ โยชน์  บรรจุเมล็ดผักกาด
                จนเต็ม  เวลาผ่านไป ๑๐๐ ปี หยิบออก ๑ เมล็ด จน
                กระทั่งหมดไม่มีเหลือ  นับเป็น ๑ กัป
            -  ภูเขาสูงใหญ่ยิ่งกว่าภูเขาทั้งหลายที่เห็นในโลกมนุษย์
               เวลาผ่านไป ๑๐๐ ปี  มีเทวดานำผ้าทิพย์เนื้อละเอียด
               ดังควันไฟ มาปัดภูเขา ๑ ครั้ง  จนภูเขานี้แบบราบเท่า
               พื้นแผ่นดิน

อุสสทนรก
    
อุสสทนรก เป็นนรกขุมย่อย  ล้อมรอบตามประตูมหานรกทั้ง ๔ ทิศ
ทิศละ ๔ ขุม  มหานรกขุมหนึ่ง ๆ จะมีอุสสทนรก ๑๖ ขุม  ดังนั้น
มหานรก ๘ ขุม จึงมีอุสสทนรกรวม ๑๒๘ ขุม  มีชื่อเหมือนกันทุกประตู
ต่างกันที่โทษหนักหรือเบาเท่านั้น  มีชื่อดังนี้
ขุมที่ ๑  คูถะนรก (นรกอุจจาระเน่า)
       คูถ แปลว่า อุจจาระ  นรกขุมนี้เต็มไปด้วยอุจจาระเน่า เหม็น
ร้ายกาจ  ร้อนดุจเหล็กเผาไฟ  และมีหนอนปากเหล็กตัวขนาดใหญ่  เข้า
รุมมากัดกินเนื้อหนังจนหมด แล้วเนื้อหนังก็เกิดขึ้นใหม่  สัตว์นรกทั้ง
ร้อน ทั้งเหม็น และเจ็บปวดทรมาน
ขุมที่ ๒  กุกกุละนรก (นรกหลุมขี้เถ้า)
      กุกกุละ  แปลว่า  ขี้เถ้า ซึ้งเป็นขี้เถ้าเหนียวยึดโยงเป็นสายดังเหล็ก
เส้นเผาไฟแดง เข้ายึดโยง รัดรึงสัตว์นรกแน่นจนหายใจแทบไม่ออก
ร้อนรุมเผาตลอดตัว
ขุมที่ ๓  อสิปัตตะนรก (นรกมะม่วงเหล็กมหาภัย)
      มีต้นมะม่วงใหญ่ เขียว สาขางดงาม  มีลูกดกน่ากิน  สัตว์นรกซึ่ง
หิวโหยมานานแสนนาน มีความยินดีนัก  รีบปีนป่ายขึ้นต้นมะม่วง
หวังเก็บผลมะม่วงกิน  ในทันทีนั้น ใบและผลมะม่วงกลายเป็นหอก
เป็นดาบร่วงหล่นลงมา  ลำต้นมะม่วงก็เต็มไปด้วยขวากหนาม  หอก
ดาบเหล่านี้ดั่งมีชีวิต ไล่ทิ่มแทงสัตว์นรก  สัตว์นรกวิ่งหนีจากโคนต้น
มะม่วงก็ไปพบกำแพงเหล็ก จึงหนีไปทางอื่นก็มีสุนัขขนาดใหญ่เท่า
ช้าง ไล่กัดแทะเนื้อหนังจนเหลือแต่กระดูก  แล้วก็เกิดเนื้อหนังขึ้นใหม่
วิ่งหนีไปยังต้นมะม่วง  เวียนไปมาเช่นนี้นานแสนนาน
ขุมที่ ๔  เวตตรณีนรก (นรกน้ำกรด)
      นรกขุมนี้มีน้ำใสสะอาด  สัตว์นรกทนร้อนมานาน กระหายน้ำมาก
หวังใจว่า ตนพ้นทุกข์ทรมานแล้ว  กระโดดลงไปในน้ำเพื่ออาบและดื่ม
น้ำ  แต่ปรากฏต้นหวายหนามเหล็กลุกเป็นไฟโชนขวางไว้  บาดเนื้อตัว
เผาไหม้  สัตว์นรกดิ้นรนไปมาจนตกลงน้ำ  น้ำกลายเป็นน้ำกรด  ปวด
แสบแผลทั่วตัว  ว่ายขึ้นฝั่งก็มีต้นหวายหนามขวางอยู่  มีดอกบัวใหญ่โผล่
ขึ้นมาระหว่างนั้น  สัตว์นรกดีใจรีบปีนขึ้นบนดอกบัว  ดอกบัวนั้นก็กลาย
เป็นดอกบัวเหล็ก กลีบดอกคมมาก  บาดเนื้อตัวสัตว์นรกจนเป็นแผล
เหวอะหวะ  สัตว์นรกเหล่านั้นเจ็บปวดทนไม่ไหวจึงโดดลงน้ำ  ดำลงใต้
น้ำ  แต่ก็ต้องพบกับหอก ดาบ ของมีคมทิ่มแทง กิดทุกขเวทนายิ่งนัก


ยมโลกนรก
     ขุมนรกรายรอบอุสสทนรก ทั้ง ๔ ทิศ  ทิศละ ๑๐ ขุม  มหานรก
ขุมหนึ่ง ๆ มียมโลกนรก ๔๐ ขุม  มหานรกทั้ง ๘ ขุม จึงมียมโลกนรก
รวม ๓๒๐ ขุม  มีชื่อดังต่อไปนี้
ขุมที่ ๑  โลหะกุมภีนรก (นรกหม้อโลหะ)
     กุมภี แปลว่า หม้อ  นรกขุมนี้มีหม้อทองแดงขนาดใหญ่  ในหม้อมี
น้ำทองแดงร้อนหลอมละลายจนลุกเป็นไฟ เดือดพลุ่งพล่าน 
นายนิริยบาลใช้หอกเสียบสัตว์นรก โยนลงในหม้อโลหะ  น้ำทองแดง
พัดพาสัตว์จมลงไปแล้วเวียนขึ้นมา ร้อนเจ็บปวด ทรมาน  เวียนไปมา
เช่นนี้จนหมดเศษกรรมการกระทำผิดศีลข้อ ๑
ปาณาติบาต


ขุมที่ ๒  สิมพลีนรก (นรกต้นงิ้ว)
     มีต้นงิ้วใหญ่  หนามยาว ๑๖ องคุลี แหลมคมเป็นกรด  เคลื่อนไหว
ได้เหมือนมีชีวิต  นายนิริยบาลใช้หอกไล่ทิ่มแทงสัตว์นรกให้ปีนป่าย
ขึ้นไปบนต้นงิ้ว  หนามงิ้วพุ่งทิ่มแทงทะลุหลัง เกี่ยว บาด เลือดไหล
นองแดงฉาน เจ็บปวด
ร้องครวญคราง  เมื่อขึ้นถึงยอดต้นงิ้ว ถูกแร้ง
กา ปากเหล็ก จิกตี ทนไม่ไหวก็ไต่ผ่านหนามงิ้วลงมา  นายนิริยบาล
ก็คอยทิ่มแทง  และมีสุนัขใหญ่ กระโจนเข้ายื้อ ฟัด กัดกินจนเหลือ
แต่กระดูก แล้วก็มีเนื้อหนังเกิดขึ้นเต็มร่างอีก  เวียนทรมานเช่นนี้จน
หมดเศษกรรมผิดศีลข้อ ๓  การคบชู้ ผิดเมียผัวผู้อื่น ยุ่งเกี่ยวกับลูก
ข้าทาสของใครโดยที่พ่อแม่ นายของเขาไม่อนุญาต
ขุมที่ ๓  อสินขนรก  (นรกที่มีเล็บมือเล็บเท้าเป็นมีดเป็นดาบ)
     อสิ แปลว่า ดาบ มีด   นข แปลว่า เล็บ  สัตว์นรกในขุมนี้ มีเล็บมือ
เล็บเท้าเป็นมีดเป็นดาบแหลมคม  จะใช้เล็บมือเล็บเท้าของตนเชือด
เฉือน ตะกุยเนื้อของตนกินเป็นอาหารด้วยความหิวโหย  เนื่องจาก
เศษกรรมผิด
ศีลข้อ ๒ อทินนาทาน  ลักขโมยทรัพย์สิน คดโกง จี้ปล้น
หรือหาทรัพย์สิ้นโดยไม่ชอบธรรม
ขุมที่ ๔  ตามโพทนะนรก  (นรกน้ำทองแดง)
     ตามพะ แปลว่า ทองแดง  อุทก แปลว่า น้ำ  นรกขุมนี้มีพื้นเป็น
เหล็กเผาลุกโชน  มีหม้อโลหะเคี่ยวน้ำทองแดงเดือดพล่านตั้งอยู่
กลาดเกลื่อน  นายนิริยบาลจับสัตว์นรกให้นอนลงบนพื้นเหล็กแดง
ถ้าขัดขืน นายนิริยบาลจะใช้หอก ดาบ ฆ้อน แทง ฟัน ทุบ  จับตัวไว้
ไม่ให้ดิ้นหนีได้  แล้วใช้คีมงัดปาก  เอาน้ำทองแดงเทกรอกปาก  น้ำ
ทองแดงไหลผ่านอวัยวะใดก็จะพังทลาย แล้วสัตว์นรกก็จะกลับมีร่าง
ขี้นมาใหม่ เวียนใช้กรรมจนหมดเศษกรรมผิดศีลข้อ ๕  ดื่มสุราเมรัย
สิ่งเสพติด ทำให้มึนเมาขาดสติสัมปชัญญะ
ขุมที่ ๕  อโยคุฬะนรก  (นรกก้อนเหล็กแดง)
     อย แปลว่า เหล็ก  นรกขุมนี้มีพื้นเหล็กแดงไฟลุกโชน  ไฟพุ่งมาทั้ง
๔ ทิศ  มีก้อนเหล็กใหญ่ เผาไฟลุกแดง  อยู่กลาดเกลื่อนทั่วไป  สัตว์นรก
วิ่งไปมา เห็นก้อนเหล็กแดงเป็นอาหาร ชิ้นเนื้อน่ากิน  ความหิวโหย
ทำให้สัตว์นรกหยิบก้อนเหล็กร้อนกลืนกินเข้าไป  เจ็บปวดทรมาน ปาก
คอ อก ท้องถูกทำลายด้วยความร้อน  แล้วก็คืนร่างขึ้นมารับกรรมต่อไป
การลงทัณฑ์จากเศษกรรมจากการที่
พระ เณร นักบุญ ทกยก ทายิกา
ฆราวาสก็ตามบอกบุญเรี่ยไรแล้วนำมาเป็นประโยชน์ตนเสียบางส่วนบ้าง
ทั้งหมดบ้าง  ไม่นำไปทำสาธารณประโยชน์ตามที่บอกไว้
ขุมที่ ๖  ปิสสกปัพพตะนรก (นรกภูเขาใหญ่)
     ปัพพตะ = บรรพต  แปลว่าภูเขา  ขุมนรกนี้ร้อนรุมด้วยพื้นและ
กำแพงลุกโชนด้วยไฟ  และยังมีไฟพวยพุ่งมาทั้ง ๔ ทิศเช่นเดียวกัน
มีก้อนเหล็กมหึมาดังภูเขาทั้ง ๔ ทิศ เคลื่อนไปมาบดขยี้ร่างสัตว์นรก
ตลอดเวลา จนกว่าหมดเศษกรรมการฉ้อราษฎร์บังหลวง รีดไถ คดโกง 

ขุมที่ ๗  สุธะนรก (นรกแกลบไฟ)
     สุธะ แปลว่า น้ำ  นรกขุมนี้เป็นแม่น้ำใหญ่ ใสสะอาด ดูน่ารื่นรมย์
สัตว์นรกผ่านความรุ่มร้อนมามาก เมื่อเห็นแม่น้ำเข้าก็ดีใจ  ต้องการดื่ม
กินให้หายกระหาย อาบน้ำเล่นให้เย็นสบาย  ต่างกรุกันกระโจนลงน้ำ
น้ำก้กลายเป็นแกลบเหล็ก แกลบหินลุกเป็นไฟ  สัตว์นรกวิ่งพล่านไป
ถ้าใครจะขึ้นฝั่ง นายนิริยบาลทิ่งแทงด้วยหอก แหลน หลาว ขึ้นไม่ได้
จนหมดเศษกรรมการคดโกง หลอกลวงชาวบ้าน
ขุมที่ ๘  สีตโลสิตะนรก (นรกน้ำกรดเย็น)
     สีตะ แปลว่า เย็น  นรกขุมนี้เป็นแม่น้ำใหญ่  เย็นเป็นกรด  เมื่อ
สัตว์นรกลงไป  น้ำเย็นบาดเนื้อตัวให้เปื่อยพองทรมาน  ขึ้นฝั่งก็ถูก
นายนิริยบาลไล่ทุบ ตี แทง ฟันด้วยอาวุธต่าง ๆ ให้ลงไปในน้ำจน
หมดเศษกรรม
การทุบตี โยน แกล้ง ทำร้ายต่าง ๆ นานาด้วยใจที่
ขาดเมตตา
 

ขุมที่ ๙ สุนขะนรก (นรกสุนัข)
     สุนขะนรก  นรกขุมนี้มีแพงเป็นเหล็กแดงทั้ง ๔ ด้าน มีไฟพวยพุ่ง
สัตว์นรกถูกไฟเผาลนวิ่งไปมา  มีสุนัขตัวใหญ่จำนวนมากมาย วิ่งไล่
กัดแทะเลือดเนื้อและกระดูกสัตว์นรกจนหมด แล้วก็เกิดตัวตนขึ้นใหม่
เวียนไปเช่นนี้จนหมดกรรม
การด่าว่า นินทา ว่าร้ายพ่อแม่ พระเณร
เถรชี ชาวบ้าน
ขุมที่ ๑๐ ยันตปาสาณนรก (นรกเขากระทบกัน)
     ยันตปาสาณนรก  นรกขุมนี้สภาพเหมือนนรกขุมทั่วไป  มีกำแพง
เป็นเหล็กแดง ไฟพวยพุ่ง  แต่จะมีภูเขาเหล็กขนาดใหญ่หมุนเลื่อนมา
บดกระทบกัน  สัตว์นรกจะถูกนายนิริยาบาลไล่ทุบตีแทงฟันให้วิ่งหนี
เข้าไปในระหว่างเขาเหล็กลุกแดงนั้น สัตว์นรกก็กูกหมุนบดขยี้จน
แหลกละเอียด  แล้วเกิดเป็นตัวตนขึ้นใหม่ชดใช้จนหมดกรรมการขาด
เมตตาปราณีต่อสามีภรรยา ทุบตี ชกต่อยโดยไร้เหตุผล

โลกันตนรก (นรกน้ำกรดเย็น)


 

     โลกันตนรก  เป็นนรกขุมใหญ่พิเศษ  ตั้งอยู่ระหว่างจักวาล ๓
จักรวาลตั้งชิดติดกัน  มีสภาพมืดมนอนธการ  แสงตะวัน แสงเดือน
ดาวส่องมาไม่ถึง จะเกิดแสงขึ้นชั่วฟ้าแลบเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาอุบัติเกิดขึ้นในโลก  สัตว์นรกขุมนี้ ร่างกายใหญ่โต เล็บมือเล็บเท้า
ยาวเกาะเกี่ยวตัวห้อยหัวอยู่ตามเขาขอบจักรวาล  ดุจดังค้างคาว 
เพราะความมืดสนิท สัตว์นรกแต่ละตัวก็เข้าใจว่าตนมาอุบัติ ณ ที่นี้
เพียงผู้เดียว ได้แต่ไต่เปะปะด้วยความหิวโหยเหลือประมาณ เมื่อไป
กระทบ เกาะกุมซึ่งกันและกัน ก็เข้าใจว่าเป็นอาหาร  ดีใจ ไขว่คว้า
ฉวยจับกันเพื่อจะกินเป็นอาหาร  ถ้าตนใดเผลอปล่อยมือเท้าเชิงเขา
จักรวาล ก็จะพลัดตกดิ่งหัวลงมาในทะเลน้ำกรดเย็นยะเยือกในเบื้อง
ล่าง  น้ำกรดเย็นนั้นกัดกร่อนร่างกายสัตว์นรกจนเปื่อยละลายเป็นจุณ
อำนาจกรรมบันดาลให้สัตว์นรกคืนสภาพเป็นตัวตนขึ้นใหม่  รู้สึก
หนาวเย็นเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส  ตะเกียดตะกายกลับขึ้นไปไต่ที่
ขอบจักรวาลดังเดิม  เป็นเช่นนี้จนหมด
๑พุทธันดร (พุทธันดร =
ระยะเวลายาวนานเท่ากับช่วงว่างจากพระพุทธเจ้า  คือ ช่วงเวลา
หลังจากที่พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งนิพพานจนถึงพระพุทธเจ้าอีกองค์
หนึ่งมาตรัสรู้)  สัตว์นรกเหล่านี้เคยทำกรรมประทุษร้าย ทรมาน
บิดามารดา ปราศจากความกตัญญูกตเวที  หรือประทุษร้ายต่อ
ผู้ทรงศีล  หรือกระทำปาณาติบาตฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นประจำ  หรือ
เป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ คือไม่เชื่อบุญบาป ไม่เชื่อนรกสวรรค์ ทำบาปอยู่
เนืองนิจ

 

 

 

  ไตรภูมิพระร่วง

 

 

 บทนำ                

 

                    ไตรภูมิพระร่วง เดิมเรียกว่า เตภูมิกถา หรือ ไตรภูมิกถา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเปลี่ยนชื่อหนังสือเล่มนี้เป็น ไตรภูมิพระร่วง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระร่วงจ้าแห่งกรุงสุโขทัยให้คู่กับหนังสือสุภาษิตพระร่วง 


                    หอพระสมุดวชิรญาณได้ต้นฉบับไตรภูมิพระร่วงมาจากจังหวัดเพชรบุรี เป็นใบลาน ๑๐ ผูก  จารด้วยอักษรขอมในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี  พระมหาช่วย วัดปากน้ำ (วัดกลาง จังหวัดสมุทรปราการ ในปัจจุบัน) เป็นผู้จาร   หอพระสมุดวชิรญาณ ได้ถอดความออกเป็นอักษรไทย โดยมิได้แก้ไขถ้อยคำไปจากต้นฉบับเดิม

 

ผู้แต่ง

                    หนังสือไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีทางศาสนาที่สำคัญเล่มหนึ่ง ในสมัยสุโขทัย ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนไทยมาก  พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นหลังจากที่ทรงผนวชแล้ว และขึ้นครองราชย์ได้ ๖ ปี  ประมาณ พ.ศ. ๑๘๙๖


                    พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๖ แห่งกรุงสุโขทัย ขึ้นครองราชย์ต่อจากพญางัวนำถม  จากหลักฐานในศิลาจารึกวัดมหาธาตุ พ.ศ. ๑๙๓๕ หลักที่ ๘ ข.  ค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙  เมื่อพญาเลอไทสวรรคต  ใน พ.ศ. ๑๘๘๔  พญางัวนำถมได้ขึ้นครองราชย์  ต่อมาพญาลิไทยกทัพมาแย่งชิงราชสมบัติ และขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๑๘๙๐ ทรงพระนามว่า  พระเจ้าศรีสุริยพงสรามมหาธรรมราชาธิราช  ในศิลาจารึกมักเรียกพระนามเดิมว่า พญาลิไท หรือเรียกย่อว่า พระมหาธรรมราชาที่ ๑  เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๑๙๑๑ 


                    พญาลิไท ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  ทรงอาราธนาพระเถระชาวลังกาเข้ามาเป็นสังฆราชในกรุงสุโขทัย  ได้สละราชสมบัติออกทรงผนวชที่วัดป่ามะม่วง นอกเมืองสุโขทัยทางทิศตะวันตก  พญาลิไททรงมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก  ทรงสนพระทัยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก และทรงพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญหลายประการ  เช่น สร้างถนนพระร่วง ตั้งแต่เมืองศรีสัชนาลัยผ่านกรุงสุโขทัยไปถึงเมืองนครชุม (กำแพงเพชร)  บูรณะเมืองนครชุม  สร้างเมืองสองแคว (พิษณุโลก) เป็นเมืองลูกหลวง และสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ ที่ฝีมือการช่างงดงามเป็นเยี่ยม 


                    งานพระราชนิพนธ์ของพญาลิไท ได้แก่ ไตรภูมิพระร่วงหรือเตภูมิกถาศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงและศิลาจากรึกวัดศรีชุม เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กล่าวถึงเหตุการณ์และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆการสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  การผนวชที่วัดป่ามะม่วง เป็นต้น

 

จุดมุ่งหมายในการแต่ง

                    มี  ๒ ประการ  เพื่อเทศนาโปรดพระมารดา เป็นการเจริญธรรมกตัญญูประการหนึ่ง  อีกประการหนึ่ง เพื่อใช้สั่งสอนประชาชนให้มีคุณธรรม เข้าใจพุทธศาสนา และช่วยกันดำรง
พุทธศานาไว้ให้มั่นคง

 

ลักษณะคำประพันธ์

                    ร้อยแก้ว ประเภทความเรียงสำนวนพรรณนา

 

เนื้อหา

                    หนังสือไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีพุทธศาสนา ที่พญาลิไททรงรวบรวมเนื้อหาสาระจากคัมภีร็ต่าง ๆ ในพุทธศาสนา ทั้งพระไตรปิฎก อรรถกถา และอื่น ๆ ไม่น้อยกว่า ๓๐ คัมภีร์  จึงจัดได้ว่าเป็นพระราชนิพนธ์ประเภทค้นคว้ารวบรวมที่ดีเล่มหนึ่ง  เนื้อเรื่องเริ่มต้นด้วยคาถานมัสการเป็นภาษาบาลี  มีบานแพนกบอกชื่อผู้แต่ง  วันเดือนปีที่แต่ง  ชื่อคัมภีร์ต่าง ๆ  บอกจุดมุ่งหมายในการแต่ง  แล้วจึงกล่าวถึงภูมิทั้ง ๓  คำว่า เตภูมิ หรือ ไตรภูมิ  แปลว่า สามแดน  คือ  กามภูมิ  รูปภูมิอรูปภูมิ  ทั้ง ๓ ภูมิ แบ่งออกเป็น ๘ กัณฑ์ (กัณฑ์ = เรื่อง,หมวด,ตอน)


๑. กามภูมิ 

                    เป็นที่กำเนิดของชีวิตทั้งหลายที่ยังลุ่มหลงอยู่ในกามเป็นแดนสุขสบายและแดนที่เป็นทุกข์ปะปนกัน  ผู้ที่เกิดในภูมิต่าง ๆ ผู้ที่เกิดในภูมิต่าง ๆ ในกามภูมิ เพราะผลกรรมของตนเป็นใหญ่กามภูมิแบ่งออกเป็น ๑๑ ภูมิ  ได้แก่  อบายภูมิ ๔  ภูมิ  มนุษย์ ๑ ภูมิ และสวรรค์ ๖ ภูมิ  การพรรณนากามภูมิแบ่งออกเป็น ๖ กัณฑ์

๑.๑  นรกภูมิ   เป็นแดนของสัตว์นรก
๑.๒  ดิรัจแนภูมิ   เป็นแดนของสัตว์ที่เจริญตามขวาง
๑.๓  เปตภูมิ   เป็นแดนของเปรตที่เคยเป็นมนุษย์และทำความชั่ว เกิดเป็นเปรต
๑.๔  อสุรกายภูมิ   เป็นแดนของยักษ์มารหรือผีที่หลอกมนุษย์ให้ตกใจกลัว
๑.๕  มนุสสภูมิ   เป็นแดนของมนุษย์
๑.๖  ฉกามาพจร   เป็นแดนของเทวดาที่ยังเกี่ยวข้องในกาม มี ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์     ยามะ  ดุสิต  นิมมานรดี  ปรนิมมิตวสวดี

๒.  รูปภูมิ

                    หรือรูปาวจรภูมิ  เป็นที่อยู่ของพรหมมีรูป  เรียกว่า รูปพรหม  ไม่มีเพศ  มีรูปงามบริสุทธิ์  มีแสง   สว่างรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทวดาทั้งปวง มีเสียงไพเราะ และมีอายุยืนหลายพันปีทิพย์ มีทั้งหมด ๑๖ ชั้น  (โสฬสพรหม) จำแนกออกตามชั้นของฌานที่บุคคลได้บรรลุ  เรียงลำดับ ดังนี้ ปริสัชชา ปโรหิตตา มหาพรหมา ปริตตาภา อัปปมานาภาอาภัสสรา ปริตตาสุภา อัปปมาณาสุภา สุภกิณาหา เวหัปผลา อสัญญิสัตตาอเวหา ตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา  รูปภูมิที่เรียกว่า มหาสุทธาวาส คือรูปภูมิ ๕ ชั้นสุดท้าย (ชั้นที่ ๑๑-๑๖)  เป็นภูมิที่ไม่ถูกทำลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์

๓.  อรูปภูมิ

                    หรืออรูปาวจรภูมิ  เป็นแดนของพรหมไม่มีรูป  มีแต่จิตเท่านั้น  แบ่งออกเป็น ๔ ชั้น  ได้แก่ อากาสานัญจายตนภูมิวิญญาณัญจายตนภูมิ อากิญจัญญายตนภูมิ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ 

                    หนังสือเล่มนี้กล่าวเริ่มต้นตั้งแต่การกำเนิของชีวิตต่าง ๆ ว่ามีที่เกิดอย่างไร  แล้วพรรณนาถิ่นที่เกิด คือ ภูมิต่าง ๆ ทั้ง ๓๑ ภูมิ อย่างละเอียดตอนที่ว่าด้วยมนุสสภูมิและโลกสัณฐาน คือภูมิศาสตร์ของโลก  ได้เล่าอย่างละเอียดว่า  ลักษณะของโลกเป็นอย่างไร  ทวีปต่าง ๆ ภูเขา  แม่น้ำคน และสัตว์เป็นอย่างไร  หนังสือเล่มนี้จบลงด้วยการเน้นทางไปถึงการดับทุกข์ คือ พระนิพพาน ว่าเป็นจุดมุ่งหมายอันสูงสุดของชีวิต

 

ลักษณะเด่น

                    หนังสือไตรภูมิพระร่วง ถึงแม้ว่าเป็นวรรณคดีโบราณที่ใช้ภาษาไทยแบบเก่า และมีศัพท์ทางพระพุทธศาสนาปะปนอยู่มาก  ทำให้ยากแก่การอ่านสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางพุทธศาสนามาก่อนก็ตาม  แต่สำนวนพรรณนาที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้มีความแจ่มแจ้ง ไพเราะ ช่วยให้เกิดจินตภาพหลายตอน  และทำให้เกิดความรู้สึกคล้อยตามไปด้วยเช่น  ตอนพรรณนาถึงความน่ากลัวในนรกภูมิ  และความสุขสบายในสวรรค์ เป็นต้น  ทุก ๆ ตอนที่กล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ผู้ทรงพระราชนิพนธ์ได้ทรงอธิบายตอนนั้นอย่างละเอียด  กระบวนพรรณนาที่แจ่มแจ้งแลเห็นจริงจังอันควรยกมาเป็นตัวอย่าง  เช่น  ตอนพรรณนาลักษณะของเปรต  ได้กล่าวเอาไว้ชัดเจน ดังนี้

                    " เปรตลางจำพวก ตัวเขาใหญ่ ปากเขาน้อยเท่ารูเข็มนั้นก็มี  เปรตลางจำพวกผอมหนักหนา  เพื่ออาหารจะกินบมิได้  แม้ว่าจะขอดเอาเนื้อน้อย ๑ ก็ดี  เลือดหยด ๑ ก็ดี  บมิได้เลย  เท่าว่ามีแต่กระดูกและหนังพอกกระดูกภายนอกอยู่ไส้  หนังท้องนั้นเหี่ยวติดกระดูกสันหลังแล ตานั้นลึกและกลวงดังแสร้งควักเสีย  ผมเขานั้นยุ่งรุ่ยร่ายลงมาปกปากเขา  มาตรว่าผ้าร้ายน้อยหนึ่งก็ดี และจะมีปกกายเขานั้นก็หามิได้เลย  เทียรย่อมเปลือยอยู่  ชั่วตนเขานั้นเหม็นสาบพึงเกลียดนักหนาแลเขานั้นเทียรย่อมเดือดเนื้อร้อนใจเขาแล  เขาร้องไห้ร้องครางอยู่ทุกเมื่อแล  เพราะว่าเขาอยากอาหารนักหนาแล "

 

คุณค่าของหนังสือ

๑.  ด้านภาษาและสำนวนโวหาร  

                    เป็นวรรณคดีเล่มแรกที่เรียบเรียงในลักษณะการค้นคว้าจากคัมภีร์ต่าง ๆ ถึง ๓๐คัมภีร์   จึงมีศัพท์ทางศาสนาและภาษาไทยโบราณอยู่มาก  สามารถนำมาศึกษาการใช้ภาษาในสมัยกรุงสุโขทัย  ตลอดจนสำนวนโวหารต่าง ๆ ไตรภูมิพระร่วงมีสำนวนหนักไปในทางศาสนาโวหารและพรรณนาโวหาร  ผูกประโยคยาว และใช้ถ้อยคำพรรณนาดีเด่น สละสลวยไพเราะ  ก่อให้เกิดความรู้สึกด้านอารมณ์สะเทือนใจและให้จินตภาพหรือภาพในใจอย่างเด่นชัด  เช่น  " บ้างเต้นบ้างรำบ้างฟ้อน ระบำบันลือเพลงดุริยดนตรี  บ้างดีดบ้างสีบ้างตีบ้างเป่า  บ้างขับศัพท์สำเนียง  หมู่นักคุณจุณกันไปเดียรดาษพื้น  ฆ้องกลองแตรสังข์ระฆังกังสดาลมโหระทึกกึกก้องทำนุกดี  ที่มีดอกไม้อันตระการ่ต่าง ๆ สิ่ง มีจวงจันทน์กฤษณาคันธาทำนอง  ลบองดังเทพยดาในเมืองฟ้า  สนุกนี้ทุกเมื่อบำเรอกันบมิวาย "

๒.  ด้านความรู้ 

        ๒.๑  ด้านวรรณคดี ทำให้คนชั้นหลังได้รับความรู้ทางวรรณคดี อันเป็นความคิดของคนโบราณ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของวรรณคดีไทย เช่น พระอินทร์ แท่นบัณพุกัมพล ช้างเอราวัณ เขาพระสุเมรุ ป่าหิมพานต์ต้นปาริชาติ ต้นนารีผล นรก สวรรค์ เป็นต้น

        ๒.๒  ด้านภูมิศาสตร์  เป็นความรู้ทางภูมิศาสตร์ของคนโบราณ
โดยเชื่อว่าโลกมีอยู่ ๔ ทวีป  ได้แก่  ชมพูทวีป  บุรพวิเทหทวีป อุตตรกุรุทวีป และอมรโคยานทวีป  โดยมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง

๓.  ด้านสังคมและวัฒนธรรม

        ๓.๑  คำสอนทางศาสนา  ไตรภูมิพระร่วงสอนให้คนทำบุญละบาป  เช่น  การทำบุญรักษาศีลเจรฐสมาธิภาวนาจะได้ขึ้นสวรรค์การทำบาปจะตกนรก  แนวความคิดนี้มีอิทะพลเหนือนจิตใจของคนไทยมาช้านาน เป็นเสมือนแนวการสอนศีลธรรมของสังคม ให้คนปฏิบัติชอบซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

        ๓.๒  ค่านิยมเชิงสังคม  อิทธิพลของหนังสือเล่มนี้ให้ค่านิยมเชิงสังคมต่อคนไทย  ให้ตั้งมั่นและยึดมั่นในการเป็นคนใจบุญ มีเมตตากรุณา รักษศีล บำเพ็ญทาน รู้จักเสียสละ เชื่อมั่นในผล  แห่งกรรม

        ๓.๓  ศิลปกรรม  จิตรกรนิยมนำเรื่องราวและความคิดในไตรภูมิพระร่วงไปเขียนภาพสีไว้ในโบสถ์วิหาร  โดยจะเขียนภาพนรกกไว้ที่ผนังด้านล่างหรือหลังองค์พระประธาน  และเขียนภาพสวรรค์ไว้ที่ผนังเบื้องบนรอบโบสถ์วิหาร

๔.  ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่น

                    มีหนังสืออ้างอิงทำนองไตรภูมิพระร่วง ที่มีผู้แต่งเลียนแบบอีกหลายเล่ม เช่น จักรวาลทีปนี ของ พระสิริมังคลาจารย์แห่งเชียงใหม่ไตรภูมิโลกวินิจฉัย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเล่าเรื่องไตรภูมิ  เป็นต้น 


                   ไตรภูมิพระร่วงมีอิทธิพลสำคัญต่อแนวคิดของกวีรุ่นหลัง  โดยนำความคิดในไตรภูมิพระร่วงสอดแทรกในวรรณคดีต่าง ๆ เช่น  ลิลิตโองการแช่งน้ำ  มหาเวสสันดรชาดก  รามเกียรติ์  กากีคำกลอนขุนช้างขุนแผน  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ลิลิตโองการแช่งน้ำ   กล่าวถึงไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก

" นานาอเนกน้าวเดิมกัลป์                จักร่ำจักรพาฬหเมื่อไหม้
   กล่าวถึงตะวันเจ็ดอันพลุ่ง             น้ำแล้งไข้ขอดหาย "

รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑  กล่าวถึงทวีปทั้ง  ๔  ว่า

" สำแดงแผลงฤทธิ์ฮีกฮัก                 ขุนยักษ์ไล่ม้วนแผ่นดิน
   ชมพูอุดรกาโร                               อมรโคยานีก็ได้สิ้น "

รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒  กล่าวถึงปลาอานนท์

" เขาสุเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน   อานนท์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน "

กากีคำกลอน  กล่าวถึงแม่น้ำสีทันดร

" .......................................              ในสาครลึกกว้างกลางวิถี
 แม้จะขว้างหางแววมยุรี                  ก็จมลงถึงที่แผ่นดินดาน
 อันน้ำนั้นสุขุมละเอียดอ่อน             จึงชื่อสีทันดรอันใสสาร
ประกอบด้วยมัจฉากุมภาพาล          คชสารเงือกน้ำและนาคิน "

ขุนช้างขุนแผน  กล่าวถึงป่าหิมพานต์

" ม่านนี้ฝีมือวันทองทำ                    จำได้ไม่ผิดนัยน์ตาพี่
  เส้นไหมแม้นเขียนแนบเนียนดี       สิ้นฝีมือแล้วแต่นางเดียว
  เจ้าปักเป็นป่าพนาเวศ                     ขอบเขตเขาคลุ้มชอุ่มเขียว
 รุกขชาติดาดใบระบัดเรียว               พริ้งเพรียวดอกดกระดะดวง
 ปักเป็นมยุราลงรำร่อน                     ฟ่ายฟ้อนอยู่บนยอดภูเขาหลวง
 แผ่หางกางปีกเป็นพุ่มพวง               ชะนีหน่วงเหนี่ยวไม้ชะม้อยตา
 ปักเป็นหิมพานต์ตระหง่านงาม        อร่ามรูปพระสุเมรุภูผา
 วินันตกอัสกรรณเป็นหลั่นมา           การวิกอิสินธรยุคุนธร "

ตัวอย่างจากเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง

 

 

โลหสิมพลีนรก

                    " นรกบ่าวถัดนั้นอันคำรบ ๑๕  ชื่อ โลหสิมพลีนรก  ฝูงชนอันทำชู้ด้วยเมียท่านก็ดี    แลผู้หญิงอันมีผัวแล้วแลทำชู้จากผัวก็ดี  คนฝูงนั้นตายไปแล้วไปเกิดในนรกนั้น ๆ มีป่าไม้งิ้วป่า ๑ หลายต้นนักแล  ต้นงิ้วนั้นสูงได้แลโยชน์  แลหนามงิ้วนั้นเทียรย่อมเหล็กแดงเป็นเปลวสุกอยู่
แลหนามงิ้วนั้นยาวได้ ๑๒ นิ้วมือ  เป็นเปลวไฟลุกอยู่ห่อนจะรู้ดับสักคาบแล  ในนรกนั้นเทียรย่อมฝูงหญิงฝูงชายหลายแล  คนฝูงนั้นเขาได้รักใคร่กันดังกล่าวมาดุจก่อนนั้นแล  ลางคาบผู้หญิงอยู่บนปลายงิ้ว  ผู้ชายอยู่ภาคต่ำ  ฝูงยมบาลเขาก็เอาหอกดาบหลาวแหลน อันคมเทียรย่อมเหล็กแดง แทงตีนผู้ชายนั้น  จำให้ขึ้นไปหาผู้หญิงชูของสู อันอยู่บนปลายงิ้วโพ้นเร็วอย่าอยู่  แลฝูงผู้ชายทนเจ็บบมิได้จึงปีนขึ้นไปบนต้นงิ้วนั้นครั้นว่าขึ้นไปไส้  หนามงิ้วบาดทั่วตนเขาขาดทุกแห่ง แล้วเป็นเปลวไหม้ตนเขา ๆ อดบมิได้จึงบ่ายหัวลงมา  ฝูงยมบาลก็เอาหอกแทงซ้ำเล่าร้องว่าสูเร่งขึ้นไปหาชู้สูที่อยู่บนปลายงิ้วโพ้น  สูจะลงมาเยียใดเล่า  เขาอดเจ็บบมิได้  เขาเถียงยมบาลว่า  ตูมิขึ้นไป  เขาก็มิขึ้นไป  แลหนามงิ้วบาดทั่วทั้งตัวเขา ๆ เจ็บปวดนักหนาดังใจเขาจะขาดตาม  แลเขากลัวฝูงยมบาล  เขาจึงขึ้นไปเถิงปลายงิ้วนั้น  ครั้นจะใกล้เถิงผู้หญิงผู้เป็นชู้สูอันอยู่บนปลายงิ้วนั้นเล่า  แลว่าเมื่อเขาขึ้นลงหากันดังนั้นหลายคาบหลายคราลบากนักหนาแล "

 

จาตุมหาราชิกาสวรรค์

  

                          " แต่แผ่นดินเราอยู่นี้ขึ้นไปเบื้องบนได้ ๓๒๖,๐๐๐,๐๐๐  วาผิจะนับด้วยโยชน์ได้  ,๖๐๐ โยชน์ไส้  ว่าจิงได้เถิงชั้นฟ้าอันชื่อ  จาตุมหาราชิกา  ภูมิอันตั้งอยู่เหนือจอมเขายุคนธรฝ่ายตะวันตกตะวันออกก็ดี  ฝ่ายหนทักษิณเขาพระสิเนรุราช  มีเมืองใหญ่เทพยดาอยู่ ๔ เมือง  โดยกว้างโดยยาวเมืองนั้นใหญ่ได้ ๔๐๐,๐๐๐ วา  รอบนั้นเทียรย่อมกำแพงทอง  ประดับด้วยแก้ว ๗ประการ  แลกำแพงอันรอบนั้นโดยสูงได้ ๘,๐๐๐ วา  บานประตูนั้นเทียรย่อมแก้ว  แลมีปราสาททองอยู่เหนือประตูนั้นทุกอัน  ในเมืองนั้นเทียรย่อมปราสาทแก้ว  ฝูงเทพยดาอยู่ใน  แผ่นดินนั้นเป็นแผ่นดินทองพรายงามราบนักหนาดังหน้ากลอง  แลอ่อนดังฝูกผ้า  แลแก้วนั้นเมื่อเหยียบลงอ่อนสน่อยแล้วก็เต็มขึ้นมาเล่า  บ่มิเห็นรอยตีนเลย  นอกนั้นมีน้ำใสกว่าแก้ว  แลมีดอกบัวบาน ๕ สิ่ง  ในสระนั้น  น้ำนั้นหอมดั่งแสร้งอบ  แลมีพรรณดอกไม้อันงาม  แลมีต้นไม้อันประเสริฐ งาม  มีลูกอันประเสริฐ  แลมีโอชารสอันยิ่ง  แลไม้ฝูงนี้เป็นดอกเป็นลูกทุกเมื่อ  แล่บ่ห่อนจะรู้วายเลยเทพยดาผู้เป็นพระญาแก่เทวดาทั้งหลาย  ฝ่ายตะวันออกเขาสุเนรุราชนั้น ชื่อว่าท้าวธตรฐราช  เป็นพระญาแก่เทพยดาทั้งหลายรอดทั่วทั้งกำแพงจักรวาฬฝ่ายตะวันออกแล   เทพยดาผู้เป็นพระญาแก่เทพยดาแลฝูงครุฑราช  แลฝูงนาคเถิงกำแพงจักรวาฬเบื้องตะวันตก  แลเทพยดาผู้เป็นพระญาฝ่ายทักษิณชื่อ ท้าววิรุฬหกราช เป็นพระญาแก่ฝูงยักษ์อันชื่อกุมภัณฑ์  แลเทพยดาทั้งหลายรอดไปเถิงกำแพงจักรวาฬฝ่ายทักษิณ  แลเทพยดาผู้เป็นพระญาฝ่ายอุดรชื่อ ท้าวไพรศรพณ์มหาราช เป็นพระญาแก่หมู่ยักษ์ทั้งหลาย  แลเทพยดาฝ่ายอุดรทิศเขาพระสิเนรุราชรอดไปเถิงกำแพงจักรวาฬฝ่ายอุดรนั้นแล "

คำสั่ง         

                    เมื่อนักเรียนอ่านเรื่องสังเขปไตรภูมิพระร่วง ข้างต้นนี้แล้ว  ให้นักเรียนแสดงความรู้สึกและ ความคิดเห็น โดยอ้างอิงถึงความรู้ที่ได้อ่านนี้ หรือค้นคว้าเพิ่มเติม

 

ตัวอย่าง

                    หลังจากอ่านเรื่องไตรภูมิพระร่วงแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่า   แม้เนื้อหาของเรื่องนี้ซึ่งได้ประพันธ์ขึ้นโดยอิงจากภูมิรู้ทางธรรม  อาจดูห่างไกลจากการพิสูจน์ หรือจับต้องได้จริงทางวิทยาศาสตร์ในโลกปัจจุบัน  แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไตรภูมิพระร่วงได้ฝากข้อคิดไว้แก่ผู้อ่าน  นั่นคือ  การสะท้อนให้เห็นถึงภาวะอันตรงข้ามกันของ ความดี  และความชั่ว  ซึ่งจากเนื้อหา ผู้ประพันธ์ได้ใช้สัญลักษณ์แทนความดีด้วยการพรรณนาให้ผู้อ่านรู้จักกับสวรรค์  อันมีลักษณะน่ารื่นรมย์  ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิงกับนรกซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความชั่ว อันประกอบไปด้วยความทุกข์ทรมานนานาประการ  ลักษณะตรงกันข้ามนี้ยังคงเป็นความจริงไม่ผันแปรว่า แม้โลกจะได้รับการสร้างสรรค์ให้เจริญไปมากเท่าใด  หากแต่ใจคนยังคงมีทั้งด้านดี  และด้านไม่ดีอยู่เสมอ เมื่อปฏิบัติดี ย่อมได้รับสิ่งที่ดีเป็นผลสะท้อนกลับ  และในขณะเดียวกัน  หากปฏิบัติไม่ดี  ผลไม่ดีย่อมติดตามมาเป็นของคู่กันเหมือนเงาตามตัว  ซึ่งตรงนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงการมุ่งกระทำดี และควบคุม หรือลดการกระทำชั่วในชีวิตประจำวันได้

 

 

edit @ 5 Oct 2008 12:09:41 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:00:42 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:11:02 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:21:57 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:26:40 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:32:12 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:38:23 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:41:01 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:42:07 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:43:23 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:46:25 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 01:52:17 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:07:31 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:10:28 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:12:02 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:13:33 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:15:03 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:18:52 by piromwasee

edit @ 7 Oct 2008 02:22:39 by piromwasee

edit @ 26 Oct 2008 01:00:08 by piromwasee

edit @ 26 Oct 2008 01:02:30 by piromwasee

วรรณคดี ม.๒

posted on 25 Mar 2008 10:27 by piromwasee in Literature2
วรรณคดี

 

edit @ 25 Mar 2008 15:23:06 by piromwasee

คำและหน้าที่

posted on 11 Mar 2008 10:10 by piromwasee in Grammar2

บทนำ

     คำในภาษาไทย จำแนกตามหน้าที่ต่าง ๆ ในประโยคออกเป็น ๗ ชนิด ดังนี้
     ๑.  คำนาม
     ๒.  คำสรรพนาม
     ๓.  คำกริยา
     ๔.  คำวิเศษณ์
     ๕.  คำบุพบท
     ๖.  คำสันธาน
     ๗.  คำอุทาน

คำนาม
     คือ คำที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ สภาพการณ์ ปรากฏการณ์
และนามธรรมต่าง ๆ รวมความทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ทั้งที่มีตัวตนและ
ไม่มีตัวตน  ทั้งรูปธรรมและนามธรรมมีการสมมติเรียกชื่อก็เป็นคำนาม
ทั้งสิ้น  เฃ่น
     คน   -   เด็ก  ทหาร   คณะรัฐบาล  นายโอภาส
     สัตว์  -   สุนัข  ฝูงผื้ง  สุนัขจิ้งจอก  นกคีรีบูน  ไอ้ดิ๊ก
     สิ่งของ - เก้าอี้   ปากกา  เครื่องเขียน  ผ้าเช็ดหน้า  พระมหาพิชัยมงกุฎ
     สถานที่ - โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ  ถนนหนทาง  ห้องเรียน
     สภาพการณ์ - วันมหาวิปโยค  พฤษภาทมิฬ
     ปรากฏการณ์ - สุริยุปราคา  จันทรุปราคา
     นามธรรม -  ความรัก  สติปัญญา  การให้อภัย
     คำนาม  แบ่งออกเป็น ๕ ชนิด ดังนี้
     ๑.  สามานยนาม หรือนามทั่วไป  คือ คำที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ
สถานที่ สภาพการณ์  ปรากฎการณ์ นามธรรม ทั่วไป


 

 

 

    
 

        

 

 

edit @ 25 Mar 2008 10:24:01 by piromwasee

edit @ 22 May 2008 13:48:58 by piromwasee